ง้อเมียไม่สำเร็จ วิศวกรยิงล้มในห้องน้ำ คิดว่าตายจ่อขมับตัวเองดับ

หนุ่มวิศวกรชลตัดใจไม่ขาด รักๆ เลิกๆ กับเมีย จนล่าสุดเมื่อช่วงสงกรานต์ได้หย่ากัน แต่เมียยังมาดูลูกสาววัย 4 ขวบ เกิดเรื่องเศร้าเมื่อผัวกลับมาเจอ ใช้ปืนลูกซองสั้นยิงเมียในห้องน้ำก่อนออกจ่อยิงหัวตัวเองสมองกระจาย ผลผัวตาย เมียรอด…

วันที่ 20 เม.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหัวค่ำวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.พูลศักดิ์ โพลังกา รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด รับแจ้งว่ามีเหตุยิงกันตายในบ้าน โดยเป็นเหตุยิงตัวตาย หลังยิงภรรยาได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่บ้านนาคำ ต.นาเมือง อ.เสลภูมิ เนื่องจากเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ยงเกียรติ มณปราณีต ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ทราบ และรุดไปที่เกิดเหตุ

พบว่าเป็นบ้านคอนกรีตชั้นเดียว ตกแต่งสวยงามทั้งภายในและภายนอก จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุพบว่ามือปืนที่เป็นผู้ก่อเหตุ ยิงตัวตายแล้วคือ นายวี (นามสมมติ) อายุ 43 ปี เป็นเจ้าหน้าที่วิศวกรเครื่องกลชลประทาน ทำงานอยู่ในพื้นที่ จ.ยโสธร ยิงตัวเองด้วยปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ ที่ศีรษะ สมองกระจายเสียชีวิตในห้องนอน

ทั้งนี้ ก่อนจะยิงตัวตาย นายวี ได้ยิง น.ส.นุช (นามสมมติ) อายุ 32 ปี ภรรยา ที่ห้องน้ำในห้องนอนแล้วยิงตัวตาย เพราะเข้าใจว่าเมียเสียชีวิตแล้วเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนปากคำญาติที่อยู่บ้านติดกันทราบว่าสาเหตุเกิดจากความหึงหวง โดยทั้งคู่อยู่กินด้วยกันมากว่า 10 ปี มีเรื่องทะเลาะกันตลอดเวลา และเลิกรากันไปหลายครั้ง แต่ก็กลับมาคืนดีกันใหม่อยู่เรื่อยๆ ล่าสุดทั้งคู่ทะเลาะกันอีกจนต้องแยกทางและไปหย่ากันเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แล้วให้ลูกสาว 4 ขวบอยู่กับผู้ตาย ตอนเช้าวันเกิดเหตุผู้ตายไปทำงาน ฝ่ายภรรยาได้แอบมารับลูกตอนสามีไม่อยู่ เพื่อไปอยู่ด้วยชั่วคราวที่ร้านขายเสื้อผ้าใน อ.เสลภูมิ ตกเย็นก็นำลูกมาส่ง

ปรากฏว่าเจอกับสามีที่กลับมาจากทำงานพอดี จนเกิดมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงขณะกำลังอาบน้ำให้ลูกในห้องน้ำ ก่อนที่ผู้ตายจะเดินเข้าไปหยิบปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์บรรจุกระสุนเบอร์ 20 เดินเข้ายิงเมียล้มลงในห้องน้ำ และคิดว่าเสียชีวิตแล้ว จึงออกมาบรรจุกระสุนนัดใหม่แล้วจ่อยิงสมองตัวเองกระจายตายบนที่นอน ญาติได้ยินเสียงปืนและเสียงเด็กร้องไห้ จึงวิ่งมาดู พบร่างภรรยาถูกยิงที่ข้างแก้มขวาได้รับบาดเจ็บคลานออกมาขอความช่วยเหลือให้นำส่งโรงพยาบาล จึงโทรแจ้ง รพ.เสลภูมิส่งรถกู้ชีพมารับ จากนั้นเข้าไปในห้องนอนพบว่าสามียิงตัวตายบนที่นอน จึงโทรแจ้งตำรวจมาตรวจสอบเหตุดังกล่าว

ทางด้าน พล.ต.ต.ยงเกียรติ มนประณีต ผบก.ภ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากการสอบสวนข้อเท็จจริง มั่นใจว่าเกิดจากความหึงหวงของฝ่ายชายที่ตัดใจไม่ขาด และมีความผูกพันกับฝ่ายหญิงที่ขอแยกทางกันไปไม่นาน จึงยังทำใจไม่ได้ ต้องการขอคืนดี แต่ฝ่ายหญิงคงไม่เอาด้วยจึงตัดสินใจยิงคนรัก จนเข้าใจว่าเสียชีวิตแล้วจึงยิงตัวเองเพื่อเป็นการฆ่าตัวตายตามคนรัก สำหรับอาการของฝ่ายหญิงปลอดภัยแล้ว เพราะกระสุนปืนไม่ถูกที่สำคัญ เพียงแต่เฉี่ยวแก้ม ไม่มีกระสุนฝังในแต่อย่างใด.

ที่มา>>>Thairath

รถตู้แซงซ้ายชนกระบะจอดริมทางพลิกคว่ำ คนขับดับ ผู้โดยสารเจ็บ 7

ภาพจาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

หนุ่มใหญ่ขับรถตู้รับผู้โดยสารจาก กทม. มุ่งหน้าลพบุรี ถึงช่วงวังน้อย เร่งเครื่องแซงซ้ายเจอกระบะจอดริมทาง เฉี่ยวชนเสียหลักพลิกคว่ำ ร่างโชเฟอร์ถูกอัดก๊อบปี้เสียชีวิตคาที่ ส่วนผู้โดยสารสาหัส 1 บาดเจ็บ 6

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 59 ร.ต.อ.เนติภูมิ โคตรศรี รอง สว.สส.สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า มีอุบัติเหตุรถตู้โดยสารเฉี่ยวชนกับรถกระบะ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ที่ถนนพหลโยธิน กม.ที่ 68-69 ต.ชะแมบ อ.วังน้อย มุ่งหน้า จ.สระบุรี จึงพร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพ รพ.วังน้อย และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จุดวังน้อย รุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบรถตู้โดยสาร ป.2 เส้นทางกรุงเทพฯ-ลพบุรี ทะเบียน 10-2749 ลพบุรี เฉี่ยวชนกับรถกระบะโตโยต้า วีโก้ แค็บ สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน บธ 972 แพร่ สภาพรถตู้พลิกตะแคงด้านหน้าพังยับเยินยุบถึงเบาะคนขับ ส่วนคนขับถูกอัดก๊อบปี้เสียชีวิตคาที่ ทราบชื่อ นายพัลลภ ประธานภรณ์กุล อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14/10 ต.บ้านหมี่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และผู้โดยสารนั่งคู่คนขับติดภายใน เจ้าหน้าที่ใช้อุปกรณ์ตัดถ่างนำร่างออกมาได้ ทราบชื่อ นางกรกมล ผาน้ำคำ อายุ 54 ปี อาการสาหัส ส่งต่อ รพ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บปานกลางและเล็กน้อยจำนวน 6 ราย ทราบชื่อ น.ส.เปรมหทัย จ้อยโชติ อายุ 23 ปี น.ส.ทวี แก้วอ่อนศรี อายุ 54 ปี นายอำพันธ์ โพธิ์น้ำเที่ยง อายุ 59 ปี นายวีรภัทร หาญยุทธ อายุ 23 ปี น.ส.พรชิตา หาญนิโรจน์รัมย์ อายุ 20 ปี และ นายจีรวัฒน์ ควรเขียน อายุ 17 ปี รักษาตัว รพ.วังน้อยจนท.กู้ภัย เร่งนำเครื่องมือตัดถ่างช่วยผู้บาดเจ็บติดภายใน ที่ยังรอดชีวิต

จากการสอบสวนทราบว่า รถตู้รับผู้โดยสารมาจากกรุงเทพฯ ไปส่งที่ จ.ลพบุรี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถตู้เร่งเครื่องแซงซ้าย แต่ขณะนั้นมีรถกระบะคู่กรณีจอดอยู่ริมถนน ทำให้รถตู้มาด้วยความเร็วเกิดเสียหลักและเฉี่ยวชนท้ายรถกระบะอย่างแรงจนพลิกคว่ำ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว.

ที่มา>>>Thairath

พ่อค้าเมืองตรังใจดี แจกฟรีน้ำเต้าหู้คนท้องวันละถุง หลังคลอดให้น้ำขิง

พ่อค้าน้ำเต้าหู้เมืองตรัง ใจดี แจกฟรีสาวท้องวันละถุง จนคลอด ขณะหลังคลอด มารับน้ำขิงได้อีก 1 เดือน เจ้าตัวเผย ภรรยาชอบทานตอนท้อง สุขภาพดี แข็งแรง จึงอยากให้คนท้องได้รับสิ่งดีๆ เช่นกัน

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีพ่อค้าขายน้ำเต้าหู้ในเขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ใจดี แจกน้ำเต้าหู้ฟรีให้สาวท้องวันละ 1 ถุง จนกระทั่งคลอด จึงเดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบเย็นวานที่ผ่านมา พบว่าเป็นร้านขายน้ำเต้าหู้รถเข็นมีลูกค้าหญิงชายรอคิวซื้อกันอย่างเนืองแน่น อยู่ที่ถนนซอยเยื้องกับห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี หลังธนาคารออมสิน ในเขตเทศบาลตำบลย่านตาขาว

ทั้งนี้ ที่รถเข็นติดป้ายมีข้อความว่า “คุณแม่ตั้งครรภ์รับน้ำเต้าหู้ฟรีวันละ 1 ถุง จนคลอด ต่อด้วยน้ำขิง” ซึ่งพ่อค้าคือ นายภาคิน ต้นตระกูลทรัพย์ อายุ 33 ปี ที่อยู่ ต.ย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง โดยเจ้าตัวเปิดเผยว่า เดิมเป็นชาวน่าน และยึดอาชีพค้าขายมาตลอด 15 ปี อยู่ต่างจังหวัดมาก่อน 3 ปี ก่อนจะย้ายมาขายที่ปัจจุบัน เป็นเวลา 12 ปี ปกติจะขายกับภรรยา คือ น.ส.ยาใจ ต้นตระกูลทรัพย์ อายุ 35 ปี แต่ขณะนี้ภรรยาเพิ่งคลอดบุตรคนที่ 3 จึงต้องมาขายกับลูกจ้าง มีน้ำเต้าหู้แบบหลากชนิด วันหนึ่งขายได้ประมาณ 500 ถุง โดยจะเริ่มขายตั้งแต่ 15.00 – 20.00 น. ในสัปดาห์หนึ่งจะหยุดขาย 1วันนายภาคิน ต้นตระกูลทรัพย์ หนุ่มพ่อค้า เมืองตรัง สุดใจดี ประกาศแจกน้ำเต้าหู้ให้หญิงตั้งครรภ์รับประทานฟรีวันละ1 ถุง จนกว่าจะคลอด

สำหรับแนวคิดให้สาวตั้งครรภ์ทานฟรี เกิดจากความเห็นใจภรรยาช่วงตั้งครรภ์ที่ชอบดื่มเป็นประจำ จนกระทั่งคลอดลูกคนที่ 3 มาได้ครบ 1 เดือนแล้ว และภรรยามีสุขภาพดี คลอดง่าย หลังคลอดทั้งภรรยาและลูกมีสุขภาพดี แข็งแรง จึงเกิดเป็นห่วงสุขภาพสาวตั้งครรภ์ทั้งหลาย อีกทั้งน้ำเต้าหู้ที่ทำขายปลอดภัย ถูกหลักอนามัย ซึ่งหลังจากติดป้ายประกาศไป 1 เดือน มีผู้หญิงตั้งครรภ์ประมาณ 8-10 คน มารับน้ำเต้าหู้ทุกวัน พร้อมซื้อเพิ่มไปด้วย นอกจากนี้ หลังคลอดแล้วยังให้มารับน้ำขิงฟรี 1 ถุง ได้ต่อไปอีก 1 เดือน เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำขิงช่วยขับเลือดลมและเร่งน้ำนม

จากการสอบถาม น.ส.จิรัชยา พงษ์สรรพรักษ์ อายุ 28 ปี อาชีพทำธุรกิจส่วนตัว สาวตั้งครรภ์รายหนึ่งที่มารอซื้อน้ำเต้าหู้ กล่าวว่า ปัจจุบันอายุครรภ์กว่า 8 เดือน มารับน้ำเต้าหู้ 10 กว่าครั้งแล้ว เพราะรสชาติอร่อย พร้อมทั้งซื้อเพิ่มกลับบ้านครั้งละไม่ต่ำกว่า 4 ถุง.

ที่มา>>>Thairath

จนท.สิ่งแวดล้อม เก็บตัวอย่างน้ำทะเลเปลี่ยนสีป่าตอง รอผลแล็บ 10 วัน

นักวิชาการสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 ภูเก็ตเก็บตัวอย่างน้ำทะเลที่เปลี่ยนสีริมหาดป่าตองส่งตรวจ เบื้องต้นคาดเกิดจากธาตุอาหารของสาหร่ายบางชนิดที่อยู่ในน้ำได้รับ แสงแดด-อุณหภูมิที่เหมาะสมรอยืนยันผลจากห้องแล็บอีก 10 วัน…

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 18 เม.ย.2559 สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 ภูเก็ต นายอัครวัฒน์ หิรัญพันธุ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ เก็บตัวอย่างน้ำในลำคลองปากบาง บริเวณปากอ่าวก่อนที่จะไหลลงทะเล รวมทั้งบริเวณในทะเลห่างจากชายฝั่งราว 100 เมตร บริเวณในทะเลตอนกลางของชายหาดป่าตอง ถ.ทวีวงศ์ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต โดยมีการแพร่กระจายของน้ำที่มีสีน้ำตาลเข้มไปถึง โดยเน้นพื้นที่ที่เป็นโซนว่ายน้ำ เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ในห้องปฎิบัติ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว เบื้องต้นจากการตรวจสอบความขุ่นของน้ำบริเวณคลองปากบาง พบว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ค่าออกซิเจนค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ต้องรอการยืนยันผลจากห้องปฎิบัติการอีกครั้งนายอัครวัฒน์ กล่าวว่า จากการดูด้วยสายตาพบว่าความขุ่นของน้ำเริ่มลดน้อยลง โดยในการเก็บตัวอย่างทั้งในส่วนของน้ำผิวดินและน้ำทะเลจำนวน 4 จุด โดยแบ่งเป็นน้ำผิวดิน 2 จุด ได้แก่ บริเวณทางด้านเหนือและด้านใต้ของระบบบำบัดน้ำของเทศบาลเมืองป่าตองกับน้ำ ทะเล 2 จุด ได้แก่ บริเวณปากอ่าวคลองปากบางและในทะเลระยะห่างจากชายหาดไป 100 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตโซนเล่นน้ำและทำกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงบริเวณในทะเลตอนกลางของแนวชายหาด โดยจุดนี้เมื่อปีที่ผ่านมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 15 ได้รับงบประมาณจากจังหวัดภูเก็ตในการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลไปทำการตรวจสอบ คุณภาพน้ำทะเลมาแล้ว

“ส่วนสาเหตุที่น้ำมีสีขุ่นหรือสีน้ำตาลนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ ซึ่งต้องรอผลการตรวจจากห้องปฎิบัติการว่าเป็นอย่างไร แต่เบื้องต้นอาจเกิดจากธาตุอาหารของสาหร่ายบางชนิดที่อยู่ในน้ำได้รับแสงแดด และอุณหภูมิที่เหมาะสม จึงทำให้เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการสำรวจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าสาหร่ายดังกล่าวไม่ได้เป็น ชนิดที่เป็นอันตรายต่อการเล่นน้ำแต่อย่างใด” นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กล่าว

นายอัครวัฒน์ กล่าวถึงผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ที่จัดเก็บว่า เนื่องจากทางหน่วยไม่มีห้องปฎิบัติการในการตรวจวิเคราะห์น้ำเค็ม จึงต้องส่งไปตรวจวิเคราะห์ในห้องปฎิบัติการของเอกชนที่รับจ้างวิเคราะห์ คุณภาพน้ำทะเลที่กรุงเทพฯ คาดว่าจะทราบผลภายใน 10 วัน ส่วนของน้ำจืดสามารถส่งตัวอย่างน้ำเข้าสู่ห้องปฎิบัติการของสำนักงานสิ่ง แวดล้อมภาค เพื่อตรวจวิเคราะห์ได้โดยตรงส่วนประเด็นที่ประชาชนสงสัยว่าน้ำที่มีสีขุ่นข้นหรือ สีน้ำตาลนั้นเกิดจากการปล่อยน้ำเสียของเทศบาลเมืองป่าตอง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ กล่าวอีกว่า เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น ซึ่งโดยพื้นฐานทางเทศบาลมีโรงบำบัดน้ำเสียอยู่แล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ จึงทำให้อาจจะยังไม่มีท่อในการรวบรวมน้ำเสียได้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ ซึ่งทราบว่าในปีงบประมาณ 59 นี้ทางเทศบาลเมืองป่าตองได้รับงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมในการดำเนินส่วน ของการเพิ่มขีดความสามารถในการบำบัดน้ำเสียในเฟสที่ 4 ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้ปัญหาดังกล่าวทุเลาเบาบางได้.

ที่มา>>>Thairath

แท็กซี่หนีไม่รอด เสยท้ายเก๋ง สาวดับ เพื่อนสาหัส อ้างเป็นลมชัก ไม่รู้ว่าขับชน

สาวพักอยู่ย่านเพชรเกษม ขับเก๋งมากับเพื่อน จ่ายค่างวดรถ ใกล้ที่พัก เจอแท็กซี่ชนท้ายแล้วหนี กระเด็นไปอัดต้นไม้อย่างแรง ตัวเองดับ เพื่อนสาหัส โชคดีพลเมืองดีถ่ายภาพไว้ได้ ตร.ตามตัวโชเฟอร์จนเจอ อ้างเป็นโรคลมชัก ไม่รู้ตัวว่าขับชน…

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ร.ต.อ.อิทธิพันธ์ คำทุย รอง สว.(สอบสวน) สน.ภาษีเจริญ รับแจ้งเหตุรถยนต์เฉี่ยวชน กระเด็นไปชนต้นไม้ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 1 แขวงบางด้วน เขตภาษีเจริญ กทม. จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซึ่งเป็นถนน 2 เลน ฝั่งมุ่งหน้าถนนบรมราชชนนี ใกล้กับร้านอาหารบ้านตะเกียงดาว ที่บริเวณเลนขวาสุด เจ้าหน้าที่พบต้นไม้ข้างทางมีรอยถูกชนอย่างแรง มีกันชนรถยนต์เก๋ง สีบรอนซ์เทา ยี่ห้อนิสสัน ตกอยู่ ห่างไปประมาณ 5 เมตร พบรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อนิสสัน รุ่นมาร์ช สีบรอนซ์เทา ทะเบียน 2 กน 193 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ในสภาพด้านหน้าพังเสียหายยับเยิน กระจกฝั่งที่นั่งคนขับแตกกระจัดกระจาย

ขณะที่ด้านหลังมีร่องรอยถูกชนอย่างแรงจนไฟท้ายด้านซ้ายแตก ตรวจสอบพบผู้เสียชีวิต เป็นหญิง 1 ราย ชื่อน.ส.วิภา เพชรทอง อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 175 หมู่ที่ 4 ต.แม่สำ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย นอนเสียชีวิตมีบาดแผลศีรษะแตกและคอหัก นอกจากนี้ ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกราย ชื่อ น.ส.กรรณิกา สามัคคี อายุ 34 ปี ถูกนำตัวส่งรพ.เกษมราษฎร์ บางแค

จากการสอบสวน นายสรรค์พิริย์ ก้อนอินทร์ อายุ 28 ปี น้องชายของผู้เสียชีวิต ให้การว่า น.ส.วิภา ทำงานโรงงานแห่งหนึ่ง แถวพุทธมณฑลสาย 1 พักอาศัยอยู่ย่านเพชรเกษม ก่อนเกิดเหตุ น.ส.วิภา ได้ขับรถออกมากับเพื่อนจากที่พัก โดยบอกว่าจะไปจ่ายค่างวดรถ ซึ่งห่างจากที่พักประมาณ 1 กม. พอจ่ายค่างวดรถเสร็จก็โทรศัพท์บอกตนว่ากำลังจะกลับบ้านแล้ว ก่อนที่เวลาจะผ่านไปสักพัก จนกระทั่ง มีเจ้าหน้าที่ตำรวจโทรแจ้งว่า พี่สาวตนประสบเหตุรถชนติดค้างอยู่ในรถ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ช่วยเหลือนำออกมาปั๊มหัวใจเต็มที่ แต่ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ด้าน ร.ต.อ.อิทธิพันธ์ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนพยานเบื้องต้น ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ รถของผู้ตายวิ่งมาตามถนนโดยใช้เลนขวาสุด ต่อมา มีรถแท็กซี่ส่วนบุคคล สีเขียวเหลือง ทะเบียน มช 8913 ขับตามมาในช่องเลนซ้ายด้วยความเร็ว ก่อนจะพยายามแซงหน้า แต่ไม่พ้น รถแท็กซี่คันดังกล่าวจึงชนท้ายรถนิสสันอย่างจัง ส่งผลให้รถผู้ตายกระเด็นไปชนกับต้นไม้ ส่วนรถแท็กซี่หมุน ก่อนที่จะขับหลบหนีไปทางถนนบรมราชชนนี โดยที่ไม่ได้ลงมาดูหรือให้การช่วยเหลือแต่อย่างใด โชคดีที่มีพลเมืองดีสามารถถ่ายภาพรถแท็กซี่ดังกล่าวไว้ได้ ซึ่งหลังจากนี้ จะรอให้คนเจ็บอาการดีขึ้น เพื่อสอบปากคำ พร้อมประสานฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแส เพื่อเร่งติดตามตัวโชเฟอร์แท็กซี่มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต่อมาเวลา 23.30น. ของวันเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ภาษีเจริญ ได้ควบคุมตัวนายจิรชาญ จิตคนึง อายุ 48 ปี โชว์เฟอร์แท็กซี่ส่วนบุคคล ยี่ห้อนิสสัน ซิลฟี่ สีเขียวเหลือง ทะเบียน มช 8913 กรุงเทพมหานคร จากบ้านพักซอยเพชรเกษม 69 (นาคสถาพร 1) แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม เพื่อทำการสอบปากคำเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายจิรชาญ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้รับผู้โดยสาร 2 คน เป็นหญิง 1 คนและชาย 1 คน จากห้างเดอะมอลล์บางแค มุ่งหน้าไปส่งย่านบางแหวก ซึ่งขณะที่ขับมาถึงจุดเกิดเหตุบนถนนพุทธมณฑลสาย 1 รู้สึกคล้ายกับใจลอยไม่รู้สึกตัวและมีอาการเกร็ง เนื่องจากตนมีโรคประจำตัวเป็นโรคลมชัก และมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อผู้โดยสารขอลง เมื่อหันไปมองด้านหลังรถพบว่ามีอุบัติเหตุแต่ไม่รู้ว่าตนเป็นคนขับรถเฉี่ยวชน ก่อนที่จะขับรถกลับไปตั้งสติที่บ้านพักก่อนที่เจ้าหน้าที่จะติดต่อให้ตน มาสอบปากคำดังกล่าว

ร.ต.อ.อิทธิพันธ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะทำการสอบปากคำเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาแก่นายจิรชาญ “ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตาย” ไว้ก่อนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

สาว19ดับสลด ซิ่งกระบะหลุดโค้งชนต้นไม้ที่กำแพงเพชร ขอบประตูบาดคอเกือบขาด

สาววัย 19 ปี ซิ่งกระบะกลับจากเที่ยว ช่วงลงสะพานข้ามแม่น้ำปิงที่กำแพงเพชร หลุดโค้งชนเหล็กกั้นขาด พุ่งอัดต้นไม้ซ้ำ เสียชีวิตคอเกือบขาดคาเบาะคนขับ ส่วนเพื่อน 2 คน บาดเจ็บในรถพบขวดสุรา พยานเผยรถมาเร็ว ไม่เปิดไฟหน้า เบรกล้อตายตลอดทาง

เมื่อเวลา 03.40 น. วันที่ 18 เม.ย. 59 ร.ต.ท.อภิวัฒน์ มุ้งทอง พงส.สภ.เมืองกำแพงเพชร รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ที่ทางลงสะพานข้ามแม่น้ำปิง หมู่ 3 ต.นครชุม อ.เมืองกำแพงเพชร รุดตรวจสอบพบรถกระบะยี่ห้ออีซูซุ สีดำ ด้านหลังมีคอกเหล็ก ทะเบียน 1ฒณ 3565 กรุงเทพมหานคร อยู่กลางถนน สภาพรถด้านหน้าพังเละ ในรถพบศพ น.ส.เพ็ญนภา ปทุมผาย อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 55 ซอยรังสิต-นครนายก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ติดอยู่กับเบาะคนขับ ขณะราวเหล็กกั้นบริเวณดังกล่าวถูกชนขาด ทั้งนี้ ในรถยังพบขวดสุราที่เหลืออยู่ครึ่งขวดตกอยู่ด้วย

จากการสอบถาม นายเจนรุต บุญตา อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 110/14 หมู่ 3 ต.นครชุม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้าจะเกิดเหตุประมาณ 20 นาที ขณะรอเพื่อนอยู่ที่ลานโพธิ์ฝั่งในเมือง เห็นรถคันดังกล่าวขับข้ามสะพานจากฝั่งนครชุม เข้าตัวเมืองด้วยความเร็วสูง และยังปิดไฟหน้าวิ่งพร้อมกับเบรกแบบล้อตายเป็นระยะ แล้วขับไปตามถนนสายเลียบริมแม่น้ำปิง ต่อมา นายเจนรุต ข้ามฝั่งมาที่ร้านอาหารฝั่งนครชุม ขณะที่นั่งรับประทานอาหารได้ยินเสียงรถชนดังสนั่น จึงรีบพากันมาดูก็พบว่าเป็นรถคันดังกล่าว มีผู้บาดเจ็บด้วย 2 คน อีกคนปีนออกมาทางหน้าต่าง และบอกว่าเพิ่งกลับจากเที่ยวทั้งนี้ ผู้บาดเจ็บทั้ง 2 คน คือ น.ส.รัตนากร โฆษะ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 5 ต.สักงาม อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร มีบาดแผลที่ข้อมือ และ น.ส.กัญญารัตน์ ทองแพง อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 242 หมู่ 3 ต.ปางตาไว อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร รับบาดเจ็บเล็กน้อย หน่วยกู้ภัยข่าวภาพกำแพงเพชร นำตัวส่ง รพ. ส่วนผู้เสียชีวิตหน่วยกู้ภัยได้ช่วยกันนำร่างออกจากรถ พบว่ามีบาดแผลฉกรรจ์ที่ใบหน้า คอถูกขอบประตูบาดจนเกือบขาด นำส่ง รพ.กำแพงเพชร เพื่อให้แพทย์ชันสูตรพลิกศพต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

จะสาดสักขันต้องรู้! เตือนน้ำแล้งวิกฤติหนัก แห้งขอดถึงก้นเขื่อน

เมื่อวิกฤติภัยแล้งเข้าคุกคามประเทศไทยทุกหย่อมหญ้า ยาวนานตั้งแต่กลางปี 2558 มาจนถึงขณะนี้ ยิ่งเป็นห้วงเวลาของเทศกาลรื่นเริงด้วยการสาดน้ำด้วยแล้ว แน่นอนว่า ทำให้หลายคนรู้สึกเซ็งกันอยู่ไม่น้อย…

ด้วยสถานการณ์น้ำแล้งรุนแรงเช่นนี้ แล้วจะเล่นสงกรานต์กันอย่างไร? ถึงขั้นที่จะสาดน้ำสักขันต้องคิดแล้วคิดอีกเลยหรือไม่? และหากว่าหลังช่วงสงกรานต์ไปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อน้ำใช้การสำหรับอุปโภคบริโภค ครัวเรือน และการเกษตร หรือไม่? วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีคำตอบ…

ส่องสถานการณ์ น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา 

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่า สถานการณ์น้ำในทั้ง 4 เขื่อนในขณะนี้ มีปริมาณเพียงพอต่อการระบายสนับสนุนใช้การในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีปริมาณเพียงพอที่จะสามารถระบายมาสนับสนุนสำหรับการอุปโภค บริโภค ครัวเรือน การรักษาระบบนิเวศและการเกษตรได้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม

นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน

โดยสถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก 4 เขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในขณะนี้นั้น พบว่า เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 575 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 6% โดยมีแผนให้ใช้ในช่วงสงกรานต์ ในอัตราวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 1,132 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 17% มีแผนการระบายให้ใช้ได้ในอัตราวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 249 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 28% มีแผนการระบายให้ใช้ได้ในอัตราวันละ 1.04 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยา มีน้ำใช้การเหลืออยู่ 294 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 31% มีแผนการระบายให้ใช้ได้ในอัตราวันละ 1.8 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมปริมาณน้ำทั้ง 4 เขื่อนของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในขณะนี้ ยังคงเหลือใช้การอยู่ประมาณ 2,250 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีการเตรียมแผนการระบายในช่วงสงกรานต์ รวมทั้งสิ้นไม่เกินวันละ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร

แม้แต่เขื่อนอื่นๆ โดยเฉพาะเขื่อนที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดลำปาง ที่มีปริมาณน้ำเหลือใช้น้อยกว่า 30% ทางกรมชลประทานก็มีการประเมินและคาดการณ์ไว้แล้วว่า ยังถือว่ามีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะประคับประคองให้ผ่านพ้นช่วงฤดูแล้งไปจนถึงเดือนกรกฎาคมได้

วิกฤติภัยแล้งเข้าคุกคามประเทศไทยทุกหย่อมหญ้าสงกรานต์ น้ำแล้ง กรมชลประทาน ยันไม่มีปัญหา ?

เล่นสงกรานต์อย่างไร ในภาวะน้ำแล้งรุนแรงเช่นนี้? อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา แม้จะไม่ได้มีแผนการระบายน้ำเพิ่มขึ้นหรือพิเศษกว่าปีก่อนๆ แต่ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำที่เตรียมแผนการปล่อยให้ใช้การในแต่ละวัน เพียงพอต่อการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในช่วงสงกรานต์ได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ปีนี้คาดว่าอัตราการใช้น้ำจะลดลงไป 5% เนื่องจากส่วนใหญ่ประชากรเฉลี่ยกลับต่างจังหวัด ส่วนจังหวัดที่คาดว่าปริมาณการใช้น้ำมากที่สุดในประเทศก็คือ จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดนครราชสีมา เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่ทั้งนี้ ก็ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวัล ยืนยันว่าปริมาณน้ำเพียงพอ

“แต่ทั้งนี้ ก็ยังอยากจะฝากถึงประชาชนว่า แม้จะสามารถเล่นน้ำและทำกิจกรรมวันสงกรานต์ได้ตามปกติเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา แต่ก็ควรจะเล่นในจุดที่มีการจัดเตรียมน้ำไว้ให้ ไม่ควรขนย้ายน้ำใส่ภาชนะใหญ่ออกสาดกันตามถนนหนทาง เพราะนอกจากจะเป็นการสิ้นเปลืองน้ำแล้ว อาจจะส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้นด้วย” อธิบดีกรมชลประทาน ฝากถึงประชาชน. 

น้ำแล้งวิกฤติหนัก น้ำใช้การเหลือแค่ก้นเขื่อนการประปานครหลวงแนะ จากสาดเป็นประพรมน้ำ สืบสานประเพณีไทย

ขณะเดียวกัน นางจุฑารัตน์ สมจิตรานุกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง (กปน.) ก็ยอมรับว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ค่อนข้างรุนแรง แต่ประชาชนสามารถสืบสานประเพณีไทยในเทศกาลสงกรานต์ได้ โดยร่วมกันประหยัดน้ำ เช่น เปลี่ยนจากการสาดน้ำเป็นประพรมน้ำแทน หรือหันมารณรงค์กันใช้ขันใบเล็กในการสาดน้ำ ก็ถือเป็นการมีส่วนร่วมในการใช้นำ้อย่างรู้คุณค่า

กปน. เผยสถิติการใช้น้ำย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ วันละ 4.5-5.2 ล้านลบ.ม.

โดยสถิติการใช้น้ำประปาในช่วงเทศกาลย้อนหลัง 3 ปี พบว่า อัตราการใช้น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 11-15 เมษายน อยู่ที่ 4.5-5.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งลดน้อยลง 10-20% จากช่วงเวลาปกติด้วยซ้ำ เนื่องจากประชาชนส่วนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา บริษัทห้างร้านต่างๆ ปิดทำการ เพราะฉะนั้นในปีนี้ก็คาดว่าอัตราการใช้น้ำช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็จะลดลงด้วยเช่นกัน

สงกรานต์นี้เรามาร่วมกันรณรงค์ประหยัดน้ำกันเถอะ

ทั้งนี้ นางจุฑารัตน์ เปิดเผยสถิติการใช้น้ำประปาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ปี 2556 พบว่า วันที่ 11 เมษายน มีปริมาณการใช้น้ำ 5.1 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 12 เมษายน อยู่ที่ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 13 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 14 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนในปี 2557 พบว่า อัตราการใช้น้ำตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน อยู่ที่ 5.0 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 12 เมษายน อยู่ที่ 4.7 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 13 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 14 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร

และในปี 2558 มีอัตราการใช้น้ำประปาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน อยู่ที่ 5.0 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 12 เมษายน อยู่ที่ 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 13 เมษายน อยู่ที่ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 14 เมษายน อยู่ที่ 4.6 ล้านลูกบาศก์เมตร วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ 4.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และวันที่ 16 เมษายน อยู่ที่ 5.2 ล้านลูกบาศก์เมตร 

คิดสักนิดก่อนจะสาดน้ำใครสักขันกปน. เตรียมแผนสำรองน้ำ เชื่อไม่กระทบประชาชน

อย่างไรก็ดี อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การประปานครหลวง (กปน.) ยังกล่าวอีกว่า แม้จะมีการคาดการณ์ว่า อัตราการใช้น้ำสงกรานต์ปีนี้ จะลดลง และจะไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา แต่การประปานครหลวงก็มิได้นิ่งนอนใจ มีการเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการสำรองน้ำในถังเก็บน้ำใสภายในโรงงานฯ และสถานีสูบจ่ายน้ำทุกแห่ง โดยมีการผลิตและจ่ายน้ำตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้กระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยจะมีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายสัปดาห์ ประกอบกับอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนใช้น้ำน้อยลงจากการปิดทำการและเดินทางท่องเที่ยว จึงคาดว่าไม่กระทบต่อประชาชน อีกทั้งยังได้รับการยืนยันจากกรมชลประทานว่าจะเร่งดำเนินการผันน้ำเพื่อไม่ให้กระทบการผลิตน้ำประปา ทั้งนี้ แม้ว่ามีทั้งการเตรียมการสำรองน้ำ ให้เพียงพอต่อเทศกาลสงกรานต์แล้วนั้น แต่ก็ยังต้องรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำและประหยัดน้ำอยู่ เพราะฉะนั้นอยากให้ใช้น้ำเท่าที่จำเป็น

เล่นสงกรานต์ปีนี้อยากให้ทุกคนได้ตระหนักถึงน้ำที่สาดกันให้มากที่สุด ก่อนที่จะไม่มีน้ำกินน้ำใช้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรมชลประทานและการประปานครหลวงจะออกมายืนยันแล้วว่า แม้สถานการณ์ภัยแล้งจะเข้าขั้นวิกฤติอย่างแสนสาหัส แต่สำหรับในห้วงเวลาของช่วงเทศกาลสาดน้ำนี้ ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักทั้ง 4 ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีเพียงพอต่อกิจกรรมต่างๆ ไว้รองรับการเล่นน้ำของประชาชนได้อย่างปกตินั้น…

ดร.สมิทธ ชี้ น้ำแล้งวิกฤติหนัก น้ำใช้การเหลือแค่ก้นเขื่อน วอนอย่าปิดบังประชาชน

ด้าน ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก็ออกมาคัดค้านว่า “ไม่เห็นด้วย” เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ ยังถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติอยู่ ซึ่งการที่กรมชลประทานจะออกมาอ้างว่า ปัจจุบันน้ำในเขื่อนยังมีปริมาณเพียงพอจนไปถึงเดือนกรกฎาคมนั้น อยากจะแจ้งให้ประชาชนทราบว่า ปริมาณน้ำที่ว่านั้น เป็นน้ำก้นเขื่อนทั้งสิ้นซึ่งการสูบน้ำก้นเขื่อนขึ้นมาใช้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจากผิวน้ำก้นเขื่อนลงไปด้านล่าง จะเป็นกรวด ทราย และตะกอนเขื่อนที่สะสมมาเป็นเวลาสิบๆ ปี ยกตัวอย่าง เขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นมากว่า 60 ปี ทำให้มีตะกอนตกก้นเขื่อนเกิดการสะสมอยู่มาก เพราะฉะนั้นเมื่อมีการสูบน้ำขึ้นมา จะต้องใช้พลังงานและน้ำมันมหาศาล ซึ่งปริมาณน้ำที่สูบขึ้นมาก็จะไม่ใช่น้ำที่สามารถใช้จริงได้ทั้งหมด

“ดังนั้น ในห้วงเวลาขณะนี้ถือว่าสถานการณ์น้ำแล้งวิกฤติหนักสุดแล้ว แต่ทางหน่วยงานราชการยังคงปิดบังและไม่เปิดเผยความจริงกับประชาชน เพราะหากมีน้ำเหลือน้อยจริง ก็ควรจะแจ้งให้ประชาชนทราบ จะได้เตรียมรับมือและใช้น้ำอย่างประหยัด มิฉะนั้นอัตราการใช้น้ำก็จะยิ่งมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงอยากออกมาเตือนประชาชนให้เตรียมตัวรับมือ พยายามเก็บกักและสำรองน้ำไว้ รวมถึงควรจะใช้น้ำเท่าที่จำเป็น”

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติลุ้นพายุจอห์น หากไม่เข้าตามฤดูกาล วิกฤติน้ำแล้งหนักขึ้น

ดร.สมิทธ เผยอีกว่า เนื่องจากปัญหาภัยแล้งค่อนข้างรุนแรงและถือว่าวิกฤติมากที่สุด จึงอยากจะแจ้งถึงประชาชนที่อยู่ในภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคเหนือ ว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะมีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่าน เอาความชื้นเข้ามาจากมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอาจจะมีบางช่วงตะวันตกเฉียงใต้พัดผ่านเอาความชื้นเข้ามา ทำให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ ที่เรียกว่า ‘พายุฤดูร้อน’ ส่งผลให้มีฝนตกบ้าง ประมาณ 30-40 นาที ฉะนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะต้องเตรียมภาชนะไว้เก็บกักน้ำ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องระมัดระวังเรื่องของลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ เพราะฉะนั้นหากมีประกาศพายุฤดูร้อน ประชาชนต้องระมัดระวังอย่าไปอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ หรือเสาไฟฟ้าแรงสูง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

สถานการณ์ภัยแล้งวิกฤติหนักสุด

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน จะมีฝนทิ้งช่วงประมาณ 1-2 สัปดาห์ หลังจากเดือนมิถุนายนแล้ว ก็จะเริ่มมีฝนเข้าจับพายุตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นถ้ามีพายุจอห์นทางมหาสมุทรแปซิฟิก ฟิลิปปินส์ ผ่านมาทางเวียดนาม กัมพูชา และพม่า เข้ามาประเทศไทย เมื่อนั้นก็คงมีน้ำใช้กันปกติ แต่หากไม่มีพายุจอห์นพัดเข้ามาตามฤดูกาล ปัญหาขาดแคลนน้ำในประเทศไทยก็จะยิ่งหนักขึ้น

ดร.สมิทธ วอนประชาชนเห็นคุณค่าของน้ำทุกขัน

สำหรับเรื่องของเทศกาลสงกรานต์นั้น ดร.สมิทธ เสนอแนะว่า “เทศกาลสาดน้ำเป็นเทศกาลสนุกสนานที่หลายคนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติจำนวนไม่น้อยต่างเฝ้าคอย ซึ่งถือเป็นเทศกาลที่ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ ฉะนั้น มองว่า แม้น้ำจะมีปริมาณไม่มากนัก แต่ก็ไม่ควรจะห้ามประชาชนเล่นสงกรานต์ สามารถเล่นน้ำได้ตามปกติ เพียงแต่อาจจะลดการเล่นลงเหลือแค่ 2-3 วันก็น่าจะพอ เพราะน้ำที่หายไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้น เป็นปริมาณที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น วิธีเล่นก็อยากจะรณรงค์ให้ใช้ปืนฉีดน้ำขนาดเล็ก หรือขันที่มีขนาดไม่ใหญ่เกินไป ซึ่งควรจะสาดพอประมาณและเห็นคุณค่าของน้ำทุกขันให้มากขึ้น” 

สาดน้ำพอดีๆ เพื่อรักษาน้ำให้มีใช้ไปตลอดทั้งปี

แม้ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการสนับสนุนกิจกรรมช่วงเทศกาลสาดน้ำนี้ก็ตาม แต่แน่นอนว่าความจำเป็นต่อการใช้น้ำของประชาชนไม่ได้มีแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือเฉพาะช่วงสงกรานต์นี้ เท่านั้น จึงอยากจะฝากย้ำเตือนประชาชนอีกครั้งว่า “น้ำมีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัด ดังนั้น… คิดสักนิดก่อนจะสาดใครสักขัน”…

ที่มา>>>Thairath

ลูกศิษย์ของขึ้น! ขณะครอบเศียรครู สำนักสักยันต์ อ.บอย

ลูกศิษย์นับพัน แห่ร่วมงานไหว้ครู สำนักสักยันต์ อาจารย์สรรค์ คงเวทย์ อ่างทอง บางรายของขึ้น ขณะครอบเศียรครู นอกจากนี้ ยังมีประกวดม้าเต้นตามจังหวะเพลง สร้างสีสันให้งาน

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่บริเวณสำนักสักยันต์ อาจารย์สรรค์ คงเวทย์ หรือรู้จักกันในนามอาจารย์บอย บริเวณหมู่ 4 ตำบลโคกพุทรา อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ได้มีการจัดพิธีไหว้ครู ซึ่งมีลูกศิษย์ลูกหาเดินทางกันมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ภายในพิธีลูกศิษย์ที่จะเข้าทำการครอบเศียรครู เกิดอาการเกร็ง ขู่คำราม หรือที่เรียกกันว่าของขึ้น จำนวนมากนอกจากนั้น ภายในงานไหว้ครูยังมีการจัดประกวดมาเต้น ซึ่งแต่งกายด้วยการเอาหน้ากาก ชุด มาแต่งองค์ทรงเครื่องให้ม้า ดูมีสีสันสวยงาม พร้อมกับม้าพวกนี้จะถูกฝึกให้มีการเต้นไปตามจังหวะกับเสียงเพลง ซึ่งเป็นที่น่าสนใจกับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ที่ม้าสามารถเต้นตามจังหวะของเสียงเพลง

ที่มา>>>Thairath

อดีต ‘ดาบตำรวจ’ ซิ่งเก๋ง เสียหลักชนต้นไม้ข้างทางดับ 3 สาหัส 1

อดีต ‘ดาบตำรวจ‘ ซิ่งเก๋ง เดินทางมาจาก ต.ทุ่งคา ไปสัมมนาที่เกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน ถึงจุดเกิดเหตุ เกิดเสียหลักและพุ่งชนกับต้นไม้ขนาด 1 คนโอบข้างทาง คนที่อยู่ภายในรถกระเด็นไปคนละทิศละทาง ดับ 3 สาหัส 1

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 8 เม.ย.59 ร.ต.อ. ธนกฤต หลงสวัสดิ์ รองสารวัตรสอบสวน สภ.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร รับแจ้งเหตุอุบัติเหตุรถชนต้นไม้มีผู้เสียชีวิตที่หมู่ 14 ต.นาสัก อ.สวี จึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยชุมพรการกุศลสงเคราะห์และกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งตรวจสอบที่เกิดเหตุรถคันดังกล่าวเกิดเสียหลักและพุ่งชนกับต้นไม้อย่างแรง

ที่เกิดเหตุบนถนนสายเอเชีย 41 ช่องทางขาล่องใต้ กม.ที่ 40 หมู่ 14 ต.นาสัก อ.สวี พบรถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด สีเขียวเข้มหมายเลขทะเบียน กก2775 ชุมพร ในสภาพด้านหน้ารถพังยับและมีเพลิงลุกไหม้หน้าห้องเครื่อง ชาวบ้านและหน่วยกู้ภัยนำเครื่องดับเพลิงมาดับ ตรวจสอบภายในรถพบศพนางจงดี จิตสุวรรณ อายุ 49 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร ในสภาพถูกแรงรถเหวี่ยงจนกระเด็นไปติดประตูฝั่งคนขับ ห่างจากตัวรถประมาณ 5 เมตร ที่ตรงคูน้ำข้างทางบริเวณติดกับท่อระบายน้ำพบศพ ด.ต.กฤษกร น้อยนาเวช อายุ 61 ปี คนขับ ชาวบ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลนาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร กระเด็นออกจากที่นั่งคนขับตกลงไปที่คูน้ำสภาพศพใบหน้ายุบคอหักเสียชีวิตคาที่รถเก๋งฮอนด้า แอคคอร์ด สภาพหน้ารถพังยับเยิน

ห่างไปเล็กน้อย พบศพนายณัฐวุฒิ มีสุข อายุ 29 ปี ชาวบ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร สภาพศพใส่เสื้อยืดสีขาวสวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงินนอนตะแคง ตามร่างกายมีบาดแผลหลายแห่ง คอหักเสียชีวิตคาที่ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นายอนุวัฒน์ คลังตอง อายุ 25 ปี ชาวบ้าน หมู่ 14 ตำบลนาผิว อ.นครทัย จ.พิษณุโลก ได้รับบาดเจ็บตำรวจและหน่วยกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลทุ่งตะโกมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 1 คน

สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารปูม้าในตำบลทุ่งคา เดินทางมาจากตำบลทุ่งคาเพื่อจะไปสัมมนาที่เกาะพิทักษ์ อ.หลังสวน เมื่อถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักและพุ่งชนกับต้นไม้ขนาด 1 คนโอบที่อยู่ข้างทาง ทำให้คนที่อยู่ภายในรถกระเด็นไปคนละทิศละทาง และตัวรถหลุดเป็นชิ้นๆ และเกิดเพลิงไหม้ดังกล่าวส่วนสาเหตุที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

ที่มา>>>Thairath

หอบง่าย หายใจลำบาก อยากเลิกแต่ทำยาก! ลองดูวิธีนี้ ‘นวดกดจุดสะท้อนเท้า’

“พ่อจ๋า เมื่อไรจะเลิกบุหรี่…?” เชื่อว่าหลายคนก็ต้องเคยตั้งคำถามนี้กับพ่อ คำตอบที่ได้กลับมาคือ“เดี๋ยวเลิก” แต่แล้ววันเวลาก็ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ถามมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย จนเราเติบโตแต่งงานมีลูกมีเต้าไปแล้ว พ่อก็ยังไม่เลิกเสียที พ่อใครเป็นเช่นนี้บ้าง…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมคลินิกช่วยเลิกบุหรี่โรงพยาบาลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก คลินิกแห่งนี้สามารถบำบัดผู้สูบบุหรี่ให้หายจริงมาแล้วหลายราย ด้วยกระบวนการง่ายๆ ที่คุณเองก็สามารถช่วยบำบัดให้กับคนที่คุณรักได้…การนวดกดจุดที่เท้า จะกดไปที่ตำแหน่งจุดที่สะท้อนไปยังส่วนของสมองเป็นสำคัญ มีส่วนช่วยให้ความอยากสูบบุหรี่น้อยลง

ณ วันนี้ หากใครที่ยังคิดว่าบุหรี่คือทางออกของปัญหา ติดไปแล้วไม่มีทางเลิกได้ อยากให้คุณได้ลองอ่านรายงานพิเศษชิ้นนี้ ที่จะบอกเล่าถึงประสบการณ์เฉียดตายจากการติดบุหรี่อย่างหนัก เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายคนได้ฉุกคิด…

เปิดเล่าประสบการณ์บุหรี่ทำพิษ อุทาหรณ์นี้ไม่มีลืม…

นายนัทธพงศ์ ทรงยศตระกูล อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่เวรเปลโรงพยาบาลวัดโบสถ์ ได้นำเรื่องราวเฉียดตายจากการสูบบุหรี่มาเป็นอุทาหรณ์ให้ฟังว่า “ตนเป็นคนหนึ่งที่สูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 20 ปี สูบหนักถึง 2 ซองต่อวัน ซึ่งเมื่อก่อนก็คิดว่าตัวเองมีร่างกายแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อน กระทั่งจู่ๆ วันหนึ่ง ขณะที่ทำงานอยู่ รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยมาก มีอาการหอบหืดรุนแรง และหายใจไม่ออก จึงตัดสินใจเดินไปห้องฉุกเฉิน ระหว่างนั้นร่างกายกลับล้มฟุบจนหมดสติไป มารู้สึกตัวอีกที สภาพตัวเองนอนใส่เครื่องช่วยหายใจ มีถังออกซิเจนอยู่ข้างๆ”

นายนัทธพงศ์ เล่าต่อว่า “เหตุการณ์วันนั้นทำให้ฉุกคิดอะไรขึ้นมาหลายอย่าง หากเป็นอะไรไปใครจะดูแลครอบครัว ภรรยาและลูกจะอยู่อย่างไร ซึ่งหากวันนั้นผมไม่ได้ทำงานอยู่ในโรงพยาบาล จะมีใครช่วยผมทันหรือไม่ จึงอยากจะฝากเรื่องราวในครั้งนี้ ไว้เป็นอุทาหรณ์กับหลายๆ คนว่า หากเลิกได้ก็เลิกเสียเถอะ เพราะอาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนกับผม คุณอาจจะต้องถูกเจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจไปตลอดชีวิต สภาพร่างกายอาจไม่กลับมาเป็นปกติ หรือเสียชีวิตไปเลยก็ได้ ซึ่งวันนี้ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ผมเลิกบุหรี่ขาดแล้ว และจะไม่มีวันกลับไปสูบอีก”นายนัทธพงศ์ ทรงยศตระกูล อายุ 43 ปี เล่าประสบการณ์เฉียดตายจากการสูบบุหรี่

โรคเรื้อรัง ร่างกายทรุด หายใจไม่ออก จุดสะกิดคิดเลิกบุหรี่

อีกเคสตัวอย่างที่ ทีมข่าวฯ อยากจะหยิบยกมานำเสนอ คือ นายสุเทพ คงเอี่ยม อายุ 57 ปี อาชีพเกษตรกร เล่าเรื่องราวให้ฟังว่า “ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่หนักมาก สูบมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ สูบทุกวัน วันละ 3-10 มวน ยิ่งเครียดก็ยิ่งสูบ เพราะรู้สึกว่าการสูบบุหรี่ทำให้ผมหายเครียด แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการรู้สึกไปเองเท่านั้น เพราะความเครียดก็ยังไม่หายไปอยู่ดี กระทั่งมีโอกาสตรวจสุขภาพประจำปีของหมู่บ้าน ผลปรากฏว่า ผมเป็นโรคเรื้อรังจากการสูบบุหรี่ ความดันสูง และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย ช่วงแรกๆ ก็ไม่สนใจ และยังคงสูบอยู่เรื่อยๆ”

“จนเริ่มมีอาการไอเรื้อรัง ทำงานไม่ค่อยไหว เพราะร่างกายเหนื่อยง่าย หายใจไม่ค่อยสะดวก และความดันสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะนั้นรู้แล้วว่าร่างกายกำลังแย่ จึงตัดสินใจค่อยๆ เลิก จากวันละ 4 มวน เหลือ 3 มวน และ 2 มวน มาถึงวันนี้เลิกบุหรี่ขาดมา 6 เดือนกว่าๆ แล้ว ความดันกลับมาเป็นปกติ สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น อาการไอ และหายใจลำบาก หายไปหมดแล้ว” นายสุเทพ ผู้เคยติดบุหรี่กล่าวนายสุเทพ คงเอี่ยม อายุ 57 ปี ผู้ติดบุหรี่มาก่อน

แต่ทั้งนี้ ปัจจุบันก็ยังพบว่า ยังคงมีผู้สูบบุหรี่อีกจำนวนมาก ที่ทำยังไง๊ ยังไง ก็ยังไม่คิดจะเลิกเสียที แม้ว่าจะมีผลกระทบและเคสตัวอย่างที่ต้องโดนเจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจตลอดชีวิต หรือบางรายที่เสียชีวิตไปเพราะมะเร็งปอดก็มีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง…

ขณะที่ อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยมีมากขึ้นถึง 10.8 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่มีแนวโน้มจะเพิ่มปริมาณการสูบที่มากขึ้น จนถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

บุหรี่ภัยร้ายสร้างโรคใหม่ ซ้ำโรคเดิม

อย่างไรก็ดี ก่อนจะเข้าถึงกระบวนการบำบัดรักษาของคลินิกช่วยเลิกบุหรี่นั้น พญ.กนกวรรณ อู่พุฒินันท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยถึงเหตุจำเป็นที่ต้องจัดตั้งคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ขึ้นมาว่า เนื่องจากที่ผ่านมาพบผู้ป่วยส่วนมากมีประวัติการสูบบุหรี่ ทำให้ทางโรงพยาบาลจึงต้องจัดตั้งคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ขึ้นมา เพื่อคัดกรองจำนวนผู้สูบบุหรี่เหล่านี้ไปบำบัดรักษาก่อน เนื่องจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่มีผลต่อสุขภาพและทำให้โรคเดิมที่เป็นอยู่แล้วยิ่งหนักขึ้น หรือมีภาวะแทรกซ้อนโรคอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งไปกีดขวางกระบวนการรักษาพญ.กนกวรรณ อู่พุฒินันท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก

คลินิกเลิกบุหรี่ บำบัดอย่างไร ช่วยได้จริงหรือ?

มาถึงกระบวนการบำบัดรักษาช่วยเลิกบุหรี่ มีอะไรบ้าง? พญ.กนกวรรณ อธิบายให้ฟังว่า หลังจากผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลวัดโบสถ์แห่งนี้ ผู้ป่วยทุกคนจะต้องผ่านการสแกนและคัดกรองประวัติ หากพบว่าใครที่มีประวัติการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า จะต้องได้รับการบำบัดให้อัตราการสูบและดื่มลดลงหรือหายไปเสียก่อน โดยจะต้องให้ความรู้กับผู้ป่วยว่า หากมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไปเรื่อยๆ ในขณะที่มีภาวะป่วยอยู่นั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ โรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง มีอาการหายใจลำบากและไอเรื้อรัง ฉะนั้น หากไม่ได้รับการบำบัดรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะยิ่งส่งผลต่อสมรรถภาพปอดลดลง และเหนื่อยหอบมากขึ้น หรือบางรายอาจถึงขั้นนอนติดเตียงให้ออกซิเจนอยู่บ้าน ดังนั้น ในเบื้องต้น คลินิกช่วยเลิกบุหรี่จะใช้การพูดคุยให้ผู้ป่วยเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพ ซึ่งก็จะยิ่งช่วยให้เป็นแรงกระตุ้นในการเข้ารับการบำบัดรักษาได้ง่ายขึ้น

สำหรับวิธีการบำบัดรักษาช่วยเลิกบุหรี่ก็จะมีให้เลือก 2 รูปแบบ คือ…
การรักษารูปแบบที่ 1 ชาชงหญ้าดอกขาว และน้ำยาบ้วนปากเลิกบุหรี่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการเลิกบุหรี่ มีสรรพคุณช่วยบรรเทาและลดความอยากบุหรี่ โดยจะทำให้รู้สึกว่าบุหรี่มีกลิ่นเหม็น และไม่อยากสูบชาชงหญ้าดอกขาว และน้ำยาบ้วนปากเลิกบุหรี่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการเลิกบุหรี่

การรักษารูปแบบที่ 2 การนวดกดจุดสะท้อนเท้า การบำบัดด้วยวิธีนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยลด ละ เลิกบุหรี่ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวิธีธรรมชาติ ที่ได้รับความนิยมมากในการช่วยบำบัดผู้ติดบุหรี่ให้เลิกได้ โดยที่ผ่านมา สามารถช่วยลดอัตราผู้สูบบุหรี่ได้ ร้อยละ 82 และช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกได้ ร้อยละ 18

‘นวดกดจุดสะท้อนเท้า’ ศาสตร์บำบัดด้วยธรรมชาติ

การนวดกดจุดสะท้อนเท้า คืออะไร? จะช่วยเลิกบุหรี่ได้จริงหรือ? นางสาวกาญจนา มีบัวพร้าว ผู้เชี่ยวชาญด้านการกดจุดสะท้อนเท้า คลินิกช่วยเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลวัดโบสถ์ อธิบายถึงการบำบัดด้วยวิธีการนวดกดจุดสะท้อนเท้าว่า การนวดกดจุดสะท้อนเท้าต้องอาศัยกระบวนการที่เรียกว่า“การสะท้อนกลับของร่างกาย” เพราะการสะท้อนของเท้าจะสัมพันธ์กับทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ ดังนั้น การนวดในตำแหน่งต่างๆ ที่เท้า จึงสามารถเข้าไปช่วยแก้ไขและทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่เกิดความไม่สมดุลขึ้น ให้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างน่าอัศจรรย์การกดจุดสะท้อนเท้าเป็นศาสตร์ที่สามารถเรียนรู้ และนำไปใช้กับตนเองและครอบครัวได้หลังจากการกดจุดสะท้อนเท้าเสร็จนั้น ผู้ได้รับการบำบัดจะรู้สึกว่า มีอาการคลื่นไส้อาเจียน มึนเวียนศีรษะ และรู้สึกว่าบุหรี่มีรสจืด

“การนวดกดจุดที่เท้า จะกดไปที่ตำแหน่งจุดที่สะท้อนไปยังส่วนของสมองเป็นสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้หลั่งสารเคมีออกมา เหมือนกลไกการทำงานของนิโคติน รวมถึงสะท้อนไปยังอวัยวะต่างๆ เช่น จมูก ลำคอ ท่อหายใจ และปอด เพื่อปรับการทำงานของร่างกาย และมีส่วนช่วยให้การอยากสูบบุหรี่ลดลง ทั้งยังทำให้อาการต่างๆ อาทิ การวิงเวียนศีรษะ ความเครียด ไมเกรน และอาการนอนไม่หลับดีขึ้น นอกจากนี้ การกดจุดสะท้อนเท้า ยังถือเป็นการฟื้นฟูและเสริมสร้างสุขภาพหลังเลิกสูบบุหรี่ให้ดีขึ้นอีกด้วย”

ทำความเข้าใจให้ดี ‘นวดกดจุดเท้า’ ช่วยคนที่คุณรักเลิกบุหรี่ได้

การกดจุดสะท้อนเท้าเป็นศาสตร์ที่สามารถเรียนรู้ และนำไปใช้กับตนเองและครอบครัวได้ โดยเริ่มจากการแบ่งพื้นที่นิ้วโป้งเท้า ในแนวตั้งและแนวนอน

สำหรับวิธีการนวด ให้ใช้บริเวณข้องอนิ้วโป้งมือด้านใดด้านหนึ่งกดลงไปที่จุดสะท้อน
โดยเริ่มจากจุดที่ 1 คือ ต่อมสมองใหญ่ ให้นวดจากด้านบนลงด้านล่าง จุดที่ 3 คือ จุดสมองเล็กส่วนความจำ ให้นวดจากด้านบนลงด้านล่าง จุดที่ 2 ให้นวดจากซ้ายไปขวาจากขวาไปซ้าย จุดที่ 5 ให้นวดจากด้านบนลงด้านล่าง จุดที่ 7 นวดจากกึ่งกลางด้านข้างนิ้วโป้งด้านในออกมาด้านนอกและนวดย้อนกลับ จุดที่ 4 คือต่อมใต้สมอง ให้นวดจากด้านบนลงด้านล่าง ส่วนจุดที่ 6 ให้นวดจากด้านบนลงด้านล่างให้เน้นบริเวณข้อกระดูก จุดที่ 48 คือเป็นจุดหลอดใหญ่ สะท้อนลมหายใจ โดยให้นวดจากด้านบนลงด้านล่าง (นวดมาที่ปลายนิ้วโป้ง) จุดที่ 41 ให้นวดจากด้านบนลงด้านล่าง (นวดมาที่ปลายนิ้วโป้ง) และจุดที่ 14 ทิศทางการนวดให้นวดจากด้านนิ้วโป้งไปทางนิ้วก้อย เพียงแค่นี้ก็จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและสบายขึ้น วิธีการนวดกดจุดสะท้อนเท้าขั้นตอนการนวดกดจุดสะท้อนเท้า

ส่วนอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้น หลังจากการกดจุดสะท้อนเท้าเสร็จนั้น ผู้ได้รับการบำบัดจะรู้สึกว่า มีอาการคลื่นไส้อาเจียน มึนเวียนศีรษะ และรู้สึกว่าบุหรี่มีรสจืด รวมถึงสัมผัสได้ว่ากลิ่นบุหรี่เหม็นทำให้ไม่อยากสูบ สูบแล้วขม ฉะนั้นการใช้ศาสตร์นี้ช่วยในการบำบัด จึงมีโอกาสช่วยให้ผู้ติดบุหรี่เลิกได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากโครงการคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ในปี 2554 สามารถช่วยผู้ป่วยให้เลิกสูบบุหรี่ได้ ร้อยละ 20 ปี 2555 เพิ่มขึ้นเป็น ร้อยละ 35 แต่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ ร้อยละ 40 เนื่องจากผู้สูบบุหรี่ยังไม่มีแรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจให้คิดเลิกเท่าที่ควร กระทั่งในปี 2556 ทางคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ จึงมีการจัดทำโมเดลประวัติของผู้ที่เคยสูบบุหรี่แล้วเลิกได้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่รายอื่นๆ มีแรงจูงใจที่อยากเลิกบ้าง ซึ่งถือว่าได้ผลดี เพราะสามารถทำให้มีอัตราผู้เลิกสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42 และในปี 2557 อัตราผู้ป่วยเลิกสูบบุหรี่ลดลงมา อยู่ที่ร้อยละ 37 เนื่องจากหลายรายอ้างเหตุผลที่ยังไม่สามารถเลิกได้ว่า มาจากปัญหาความเครียดและปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้ยังมีความต้องการสูบบุหรี่อยู่

สำหรับในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น พบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มโรคเบาหวาน ความดัน หอบหืด เส้นเลืดในสมอง จำนวน 1,846 ราย เข้ารับการบำบัดกับคลินิกช่วยเลิกบุหรี่ และสามารถเลิกได้ ร้อยละ 61 ยังเหลือที่ยังไม่สามารถเลิกขาดได้อีก ร้อยละ 39 ซึ่งจากการสอบถามเหตุผลที่ยังไม่สามารถเลิกได้ พบว่า มาจาก 1.ปัญหาความเครียด ยิ่งเครียดยิ่งอยากสูบบุหรี่ 2.มีอายุมาก จึงไม่ได้ตั้งใจจะเลิกอย่างจริงจัง 3.อ้างว่าจำเป็นต้องเข้าสังคม และ 4.ขอเวลาค่อยๆ ลด

อย่างไรก็ตาม แนวทางในการเลิกบุหรี่ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ การนั่งสมาธิ ฝังเข็ม หรือแม้แต่การรำไทเก็กก็สามารถช่วย ลด ละ เลิกบุหรี่ได้ หรือลองหาจุดโฟกัสอื่นๆ ที่เราชอบหรือสนใจให้เจอ จะเป็นการอ่านหนังสือ ออกกำลังกาย หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่อาจจะมาช่วยลดความเครียดหรือเปลี่ยนจุดสนใจ จนคุณอาจคลั่งไคล้สิ่งใหม่ จนลืมบุหรี่ไปเลยก็เป็นได้ ไม่เชื่อลองดู!!!

ที่มา>>>Thairath