เปิดหมดหัวใจ! ตร.พิษณุโลก ‘กระทืบ นศ.’ ความจริงตรงหน้า ที่ต้องแบกรับ

ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียและเสียใจที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ โดยเฉพาะผู้หมวด ผู้กอง เป็นคนมีฝีมือ ทำประโยชน์ได้อีกมาก ” 

วงการสีกากียังมีเรื่องร้อนฉ่ามาให้เป็นข่าวใหญ่ครึกโครมอยู่เป็นช่วงๆ ไม่เว้นระยะ ล่าสุด 3 ตำรวจหนุ่ม ขับเก๋งไล่ยิงรถนักศึกษาในตัวเมืองจังหวัดพิษณุโลก ต้อนจนมุมก่อนลากตัวลงจากรถซ้อม-ทำร้ายร่างกายตามภาพที่ปรากฏจากกล้องติดหน้ารถของพลเมืองดี ขณะที่ 3 ตำรวจหนุ่มออกมาชี้แจงโต้กลับกลุ่ม 5 นักศึกษาคู่กรณี พูดไม่หมด เพราะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ต้องขุดออกมาสู้ความจริงตามกระบวนการยุติธรรมกันต่อไป

ระหว่างที่คู่กรณีงัดหลักฐานตอบโต้กันแบบหมัดต่อหมัด ประชาชนที่เสพข่าวติดตามเรื่องราวทั้งหมด ได้ออกตัวเชียร์ฝ่ายนักศึกษากันอย่างล้นหลาม เพราะหลักฐานปรากฏชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจรังแกประชาชน เบื้องต้นผู้บังคับบัญชาสั่งให้ 3 ตำรวจพิษณุโลก ออกจากราชการโดยทันที

‘กองบรรณาธิการไทยรัฐออนไลน์’ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ที่ออกตัวว่า เป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ตำรวจสังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก เป็นเพียงผู้อยู่ในเหตุการณ์ กระทั่งตัว ส.ต.อ.สุบิน เองก็ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงต่อหน้าสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงไปแล้วเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 59 ที่ผ่านมานั้น ในวันนี้จะขอมาเปิดใจถึงความรู้สึกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ที่เดียว

ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ก่อนอื่นตนเองต้องขออนุญาตไม่พูดถึงรายละเอียดที่ลงลึกไปในทางคดี เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม วันนี้ที่ตนเองยอมออกมาเปิดใจกับทาง ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ไม่ได้หวังว่าสังคมจะเข้าใจ หรือ เห็นใจ เพียงแค่อยากออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและปกป้องความรู้สึกคนในครอบครัว ซึ่งขณะนี่ทุกคนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับการกระทำที่เกิดขึ้น รวมถึงครอบครัวของ 2 นายตำรวจที่นั่งรถไปด้วยกันในวันเกิดเหตุ คุณแม่ของเขาต้องล้มป่วยลงเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“โดยพื้นเพผมเองเป็นคนจนครับ ครอบครัวฐานะทางบ้านถึงขั้นจนมากเลยก็ว่าได้ ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองส่งตัวเองเรียนหนังสือจนกระทั่งมาสอบเป็นตำรวจได้ ท่ามกลางความภาคภูมิใจของแม่และพี่น้อง ผมเหมือนเป็นเสาหลักของบ้าน ดูแลทุกๆ คน เพราะแม่ของผมไม่ได้มีการศึกษาอะไร เขียนหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก พอผมมาสอบติดเป็นตำรวจก็ดีใจมากๆ ทั้งตระกูลมีเพียงแค่ผมคนเดียวที่ได้รับราชการ และหวังจะเติบโตในอาชีพตำรวจไปจนหมดอายุไข” ส.ต.อ.สุบิน กล่าวทั้งน้ำตา

ผมแค่อยากจะชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนไม่ต้องเห็นใจหรือเข้าข้างผม ขอแค่เปิดใจรับฟังข้อมูลที่ชี้แจง

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวต่อว่า ถึงแม้ตนเองจะรับราชการตำรวจมาได้เพียงไม่กี่ปี แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีเรื่องให้ต้องเสื่อมเสียกับวงการสีกากี พยายามทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้แก่วงศ์ตระกูล กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้น

“ถ้าผมจะพูดว่า ผมไม่ได้ตั้งใจ เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นทั้งหมด ก็เหมือนว่าผมออกมาแก้ตัว สังคมก็ต้องประณามผมอยู่ดี ผมขอพูดเพียงแค่ว่า ‘หากย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะไม่ใจร้อนและทำเรื่องราวให้บานปลายใหญ่โต’ แต่ผมย้อนเวลากลับไปไม่ได้ครับ และคงไม่ขอให้ใครมาสงสารผม ขอแค่เปิดรับฟังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ลองมองแบบเป็นกลาง อย่าเพิ่งซ้ำเติมพวกผมเพียงเพราะการกระทำจากกล้องวงจรปิดติดหน้ารถพยาน อยากให้พิจารณาคำชี้แจงของผมผ่านสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา แบบไม่มีอคติด้วยครับ” ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวต่อว่า ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนนึง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการถึงแม้ตนเองเหมือนสูญเสียสิ่งที่รักที่สุดในชีวิตไปแล้ว ขณะที่อายุเพียงแค่ 28 ปี แต่ตนเองก็ไม่รู้สึกสิ้นหวังที่จะมีลมหายใจอยู่ต่อไป มี 2 มือ 2 เท้า เหมือนคนอื่นๆ ก็คงกลับไปช่วยครอบครัวทำไร่ทำสวนที่บ้านนอก หาเลี้ยงแม่และลูกเมียต่อไป

ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ออกตัวว่า เป็นคนลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว ส่วน ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร ตำรวจสังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก ไม่ได้ทำร้ายด้วย

“ตัวผมเองและตำรวจอีก 2 นายเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น ผมต้องชวนนายตำรวจอีก 2 คนมานอนที่แฟลตโรงพัก เพราะกลัวพวกเขาจะคิดมาก อยากให้อยู่รวมตัวกัน อยากให้เข้มแข็งและไม่คิดสั้นคนทั่วไปที่ด่ากราดพวกผมผ่านโซเชียล พวกผมไม่โกรธนะครับ แต่พวกผมกอดคอกันร้องไห้เสียน้ำตา โดยเฉพาะตัวผมเองที่เป็นเหมือนต้นเหตุทำให้ทุกอย่างบานปลาย อารมณ์ชั่ววูบ ใจร้อน หากผมใจเย็นสักนิด ตำรวจอีก 2 นายคงไม่โดนออกจากราชการไปด้วย” ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ส.ต.อ.สุบิน กล่าวด้วยน้ำตาคลอว่า  ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร เป็นนายตำรวจที่มีอนาคตไกล มีไหวพริบในการทำงานดี และยังเป็นกำลังหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไปอีกนาน ตนเองไม่อยากให้ 2 นายตำรวจ ต้องมาโดนออกจากราชการ หมดอนาคตในหน้าที่การงาน แต่ก็คงไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรกับผู้บังคับบัญชา เพราะเหตุทั้งหมดมันเกิดขึ้นแล้ว เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่หากมันยังแก้ไขได้ ตนเองก็พร้อมทำทุกทางเพื่อให้ 2 นายตำรวจกลับไปรับราชการ

“ตัวผมเองไม่ขออะไรมาก ขอแค่ต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ขอให้กระบวนการยุติธรรมมีความกรุณา ขอให้ประชาชนมองทุกอย่างแบบเป็นกลาง ตัวผมหากแม้จะไม่ได้กลับไปเป็นตำรวจอีกแล้วตลอดทั้งชีวิตนี้ ผมก็ภาคภูมิใจที่ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นตำรวจ และจะขอนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ตัวเองกับสังคม ที่สำคัญที่สุดผมจะตั้งใจดูแลครอบครัวแบบนี้ต่อไป” ส.ต.อ.สุบิน กล่าว

ภาพจากกล้องวงจรปิดของพยานที่จอดรถดูเหตุการณ์ ซึ่งภายหลังตำรวจเอาหลักฐานออกมาโชว์ว่า เป็นคนรู้จักของกลุ่มนักศึกษา

นอกจากนี้ ส.ต.อ.สุบิน ยังกล่าวทิ้งท้ายกับทาง ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ด้วยว่า “ผมกราบขอโทษผู้บังคับบัญชา เพื่อนตำรวจทุกๆ นาย รวมไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผมยังรักอาชีพตำรวจเสมอ ถ้าชาติหน้ามีจริง ผมก็จะเกิดมาเพื่อเป็นตำรวจที่ดีกว่าชาตินี้ ฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่าอย่าได้เหมารวมว่าตำรวจแย่ไปเสียหมด เพราะทุกอาชีพมีทั้งดีและไม่ดี เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตผม ต้องจดจำไปสอนลูกสอนหลานเรื่องการระงับอารมณ์บันดาลโทสะ จนทำให้ต้องจบอนาคตข้าราชการตำรวจที่ใฝ่ฝัน” ส.ต.อ.สุบิน กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำตา

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวจากความรู้สึกของ ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ที่ต้องการจะสื่อสารให้ผู้บังคับบัญชา เพื่อนๆ ตำรวจ รวมไปถึงประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้ ส่วนจะเข้าใจ หรือเห็นใจสงสารหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ ส.ต.อ.สุบิน ไม่เคยคาดหวัง ขอแค่ได้รับรู้ในสิ่งที่ตัวเขาอยากจะบอกผ่าน “ไทยรัฐออนไลน์” ที่นี่ ที่เดียว.

“ชีวิตตำรวจชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ไม่มีอะไรภาคภูมิใจได้มากกว่าการเป็นตำรวจ ในขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรสูญเสียและเสียใจที่สุดในชีวิตมากกว่าการถูกออกจากราชการ”

ที่มา>>>Thairath

อีกราย! ‘บาร์ซา’ เฟิร์ม ‘มาติเยอ’ เตรียมผ่าเข่าส่อแห้วไปยูโร

โชคร้ายจริงๆ สำหรับ เฌเรมี มาติเยอ ปราการหลังจอมเก๋าของบาร์เซโลนา ที่ได้รับบาดเจ็บหัวเข่าจากเกมอุ่นเครื่อง ถึงขั้นต้องขึ้นเขียงผ่าตัด ส่อแววชวดไปเล่นในศึกยูโร 2016 กลางปีนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 30 มี.ค. ว่า บาร์เซโลนา มหาอำนาจลูกหนังแดนกระทิง คอนเฟิร์มว่า เฌเรมี มาติเยอ ปราการหลังจอมเก๋าของทีมจะเข้ารับการผ่าตัดบริเวณหัวเข่า หลังได้รับบาดเจ็บจากเกมอุ่นเครื่องให้กับทีมชาติฝรั่งเศสเมื่อวานนี้

จากเกมอุ่นเครื่องที่ทัพตราไก่เปิดบ้านเอาชนะ รัสเซีย 4-2 นั้น ดาวเตะวัย 32 ปีรายนี้ลงสนามมาแทน ปาทริซ เอวรา ในช่วงครึ่งเวลาหลัง แต่ทว่าลงสนามไปเพียง 8 นาทีเท่านั้นก่อนจะได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าจนต้องเดินกะเผลกออกจากสนามทันที

ล่าสุดหลังการตรวจสอบอาการบาดเจ็บแล้วทาง บาร์เซโลนา ก็ได้คอนเฟิร์มว่าแข้งรายนี้มีอาการกระดูกหัวเข่าขวาฉีกขาด ซึ่งตัวนักเตะจะเข้ารับการผ่าตัดในวันพฤหัสบดีนี้

“สโมสรจะออกมาแถลงการณ์ชี้แจงผลของการผ่าตัดในภายหลัง” แถลงการณ์จากบาร์ซา

ทั้งนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า มาติเยอ จะหมดสิทธิ์ช่วยทีมบาร์เซโลนาในส่วนที่เหลือของฤดูกาล และอาจยาวไปถึงชวดติดทีมฝรั่งเศสชุดลุยศึกยูโร 2016 รอบสุดท้ายที่บ้านเกิดของเขาด้วย.

ที่มา>>>Thairath

ผู้การเมืองคอน เดินหน้าตามหา ‘น้องแพรว’ เชื่อ! ทุกประเด็นยังเป็นไปได้

ผู้การเมืองคอน ไม่ลดความพยายาม ทำทุกทางตามหา ‘น้องแพรว’ หายตัวจากบ้าน นับตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ตำรวจไม่ตัดประเด็นใดออก ทุกประเด็นยังมีความเป็นไปได้ ระดมค้นหาทั้งในแนวราบ ขึ้นไปจนถึงบนภูเขา

ผู้สื่อข่าวรายงาน 30 มี.ค.2559 ช่วงบ่ายวันนี้ ที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนราชดำเนิน ต.คลัง อ.เมืองนครศรีธรรมราช พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผบก.ภ.จ.นครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงกรณีการหายตัวไปอย่างลึกลับของน้องแพรว หรือ ด.ญ.ขวัญฤทัย เพชรสุวรรณ อายุ 1 ขวบ 7 เดือน จากบ้านพัก ที่บ้านในปริก หมู่ 3 ต.ท่าดี อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช

พล.ต.ต.วันไชย เปิดเผยว่า นับจากวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่น้องแพรวหายตัวไป จนถึงวันนี้ ทางตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดออกไป ทุกประเด็นยังมีความเป็นไปได้ ที่จะนำมาซึ่งเหตุการณ์หายตัวไป แทบทุกวันเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจค้นในแนวราบ ขึ้นไปจนถึงบนภูเขา

“การค้นหาตรวจค้นระดมคนประมาณ 400 คน จำนวน 3 ครั้ง หลังจากนั้นก็ยังใช้คนจำนวนมากค้นหา ใช้สุนัขสงครามจาก ตชด.ร่วมดมกลิ่น 3 ครั้ง แต่ก็ไม่พบร่องรอย มีการตรวจพิสูจน์ทราบแหล่งน้ำ บ่อน้ำ 11 แห่ง จนถึงวันนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ โดยมีอยู่บ่อหนึ่งมีกลิ่นเหม็นมาจากบ่อ เรากำลังสูบน้ำออก น้ำยังไม่แห้ง” พล.ต.ต.วันไชย  กล่าว

พล.ต.ต.วันไชย  กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาใช้มนุษย์กบจากมูลนิธิลงค้นหาตามแหล่งน้ำเป็นระยะ ทุกวันตำรวจ ร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร อาสาสมัคร ชาวบ้าน ร่วมกันค้นหา ซึ่งการพิสูจน์ทราบการตรวจสอบ การค้นหาจะยังคงเดินหน้าทำต่อไป ทั้งนี้สาเหตุการหายตัวของน้องแพรว ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ หรือขบวนการค้ามนุษย์ แต่น่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัวมากกว่า เพราะถ้าจะอุ้มเด็กไป คนที่อุ้มน่าจะเป็นญาติที่เด็กคุ้นเคยหรือรู้จัก คนนอกไม่น่าจะอุ้มเด็กไปได้ เด็กหายไปใน 10 นาที ที่ห่างสายตาผู้ปกครอง ขณะนี้ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับตำรวจเป็นอย่างดี

“ในขณะนี้ที่เราจำเป็นต้องพิสูจน์ทราบตามแหล่งน้ำ เนื่องจากมีประเด็นใหม่เข้ามา คือในเรื่องของการอิจฉาริษยาระหว่างเด็กๆ ด้วยกัน ซึ่งอาจเป็นเด็กโตกว่าน้องแพรว เราจึงจำเป็นต้องตรวจสอบต่อไป โดยเฉพาะตามแหล่งน้ำต่างๆ ทั้งในหมู่บ้านที่เกิดเหตุ และหมู่บ้านใกล้เคียง” พล.ต.ต.วันไชย กล่าวทิ้งท้าย.

ที่มา>>>Thairath

นศ.สาว เพิ่งฉลองรับปริญญา น้อยใจแฟนตำรวจรุ่นพ่อ โดดตึกชั้น 8 ดับ

นศ.สาว ป.ตรี ชาวมหาสารคาม เพิ่งฉลองรับปริญญา น้อยใจแฟนตำรวจแก่คราวพ่อ วิ่งพรวดโดดอพาร์ตเมนต์ชั้น 8 ริมถนนสุขุมวิทในเมืองชล ดับ…

เมื่อเวลา 01.30 น. วันที่ 30 มี.ค. พ.ต.ท.ตรีเพชร ชลชีวศรานนท์ พงส.สภ.เสม็ด พร้อมด้วยแพทย์เวร รพ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.2 และกู้ภัยฯ ไปชันสูตรพลิกศพ น.ส.พิมพ์พร นันอุมาลี อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ 1 ต.นาดูน อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ใส่กางเกงขาสั้นสีเขียวขี้ม้า เสื้อยืดแขนสั้นสีดำ เสียชีวิตอยู่ที่พื้นปูนหน้า อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิท พื้นที่หมู่ 4 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี สภาพนอนหงาย กะโหลกศรีษะแตก ขาและแขนหัก

ร.ต.ท.ชลอ พุฒตาล อายุ 56 ปี รอง สว.(สส.) กก.สส.ภ.2 แฟนของผู้ตายเล่าให้ฟังว่า ตนมีภรรยาอยู่แล้ว แต่ได้คบหากับผู้ตายได้ประมาณ 4 ปี ซึ่งที่ผ่านมาภรรยาของตนรู้มาตลอด โดยก่อนเกิดเหตุตนและผู้ตายพร้อมเพื่อนๆ ได้ไปฉลองที่ผู้ตายเรียนสำเร็จ จบปริญญาตรี สาขาการแพทย์ จากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง ที่เพิ่งไปรับปริญญามาเมื่อวันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา กระทั่งเวลาประมาณเที่ยงคืน ตนและผู้ตายได้เดินทางกลับห้องพักชั้น 8 และตนจะขอตัวกลับไปนอนบ้านภรรยา ทำให้ผู้ตายเกิดน้อยใจโมโหขว้างข้าวของลงพื้น และเปิดประตูกระจกออกมายืนตรงระเบียงแล้วกระโดดลงมาจากชั้น 8 เสียชีวิตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบสวนพยาน และตรวจสอบที่เกิดเหตุ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตให้ละเอียดอีกครั้งต่อไป.

ที่มา>>>Thairath

ชาวพม่าสุดปลื้มใจ!! ถิ่น จอ สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ วันนี้

 

ถึงวัน ‘หลักชัย’ ประชาธิปไตยในเมียนมา…ถิ่น จอ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมา สืบต่อจากเต็ง เส่ง นับเป็นผู้นำพลเรือนคนแรกของประเทศในระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานชาวพม่าสุดดีใจ ถึงวันสำคัญ นาย ถิ่น จอ เพื่อนสนิทของออง ซาน ซูจี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของเมียนมาในวันนี้ (30 มี.ค.59) จนนับเป็นผู้นำพลเรือนคนแรกของประเทศในช่วงเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา สืบต่อจากประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ซึ่งจะหมดวาระดำรงตำแหน่งในวันนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของนางซูจีได้คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างถล่มทลายเมื่อ พ.ย.58 จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในเมียนมา โดยนาย ถิ่น จอ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเอ็นแอลดี ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่ง ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ ขณะที่ นายเฮนรี วาน ธียู และนายมินต์ ส่วย ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงประธานาธิบดี ได้นั่งเก้าอี้รองประธานาธิบดี

ออง ซาน ซูจี หญิงแกร่งที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเมียนมา

ถิ่น จอ และออง ซาน ซูจี เป็นเพื่อนสนิทกันมายาวนาน

บีบีซี รายงานว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน นายถิ่น จอ ได้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ของเขา ซึ่งในจำนวนนั้น รวมถึงนางซูจี ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ, ทำเนียบประธานาธิบดี, ศึกษาธิการ, พลังงานและพลังงานไฟฟ้า
ในขณะที่ ตัวแทนจากสายทหาร ยังคงควบคุมกระทรวงสำคัญ 3 กระทรวง คือ กระทรวงกลาโหม, มหาดไทย และกิจการชายแดน

ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง พ้นจากตำแหน่งในวันนี้(30 มี.ค.59)

ที่มา>>>Thairath

สาวเมาขับ เจอหนุ่มขี่ย้อนศร! ชนกันไฟลุก ฉีกร่างขาด 2 ท่อน ดับ 1

เกิดอุบัติเหตุที่ ถ.สุขุมวิทขาเข้าพัทยา สาวใหญ่ไปสังสรรค์กับเพื่อนขับปิกอัพกลับบ้าน เร่งส่งลงสะพานเจอหนุ่มขี่จยย.ย้อนศรมาเลยชนกัน ลากรถคู่กรณีติดไปด้วยก่อนที่ไฟจะลุกไหม้ อีกฝ่ายร่างขาดสองท่อน ตายโดยที่ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร

29-3-59-17

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 28 มี.ค. ร.ต.ท.อำพล คล้ายวงษ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.แหลมฉบัง จ.ชลบุรี รับแจ้งเหตุ รถกระบะชนกับรถจักรยานยนต์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและเกิดเพลิงลุกไหม้ บริเวณช่วงทางลงต่างระดับหน้าวัดมโนรมย์ เส้นทางสุขุมวิทฝั่งขาเข้าพัทยา ม.9 ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบประสานรถดับเพลิงเทศบาลนครแหลมฉบัง รุดไปตรวจสอบพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัยสว่างประทีปศรีราชา

ที่เกิดเหตุ พบเพลิงกำลังลุกไหม้ที่หน้ารถกระบะอีซูซุ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน ขร-890 ชบ. และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ100 ไม่ทราบสีและหมายเลขทะเบียน สภาพด้านหน้าพังเสียหายยับเยินจากการชนประสานงากันอย่างแรง และลากไปไกลเกือบ 20 เมตร จนรถจักรยานยนต์ที่ติดไปกับหน้ารถกระบะเกิดเพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งคัน ส่วนรถกระบะคู่กรณีถูกเพลิงลุกไหม้แค่ช่วงบริเวณหน้ารถ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิงนำรถน้ำ มาช่วยดับทัน โดยมีนางสมพร ร้อยโท อายุ 49 ปี คนขับกระบะยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ริมถนน

29-3-59-17 2

ห่างออกไปพบร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ สภาพศพลำตัวท่อนบนและท่อนล่างขาดออกจากกันกระเด็นไปคนละทาง ตรวจสอบภายในตัวไม่พบหลักฐานระบุว่าเป็นใคร ทราบเพียงว่าเป็นชายหนุ่ม อายุประมาณ 30 ปี สวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ขายาว

29-3-59-17 3

สอบสวน นางสมพร คนขับรถกระบะที่อยู่ในอาการมึนเมา ให้การว่า ตนเองได้ไปร่วมสังสรรค์กับเพื่อนที่ศรีราชาและกำลังจะขับกลับพัทยา พอขับขึ้นสะพานต่างระดับอ่าวอุดม และขับส่งลงสะพานมาก็เจอรถจักรยานยนต์ผู้ตายขี่ย้อนศรเข้ามาหาทำให้ตกใจ และรถได้พุ่งชนกันอย่างแรง ลากเอารถคู่ดรณีติดไปด้วยก่อนจะเกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นที่หน้ารถอย่างรวดเร็ว จึงได้จอดแล้วรีบเปิดประตูออกมาจากรถทันที โดยตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คนขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิต เนื่องจากตกใจ ประกอบกับมีไฟไหม้ จึงได้เปิดประตูลงมาแล้วไปยืนข้างทาง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง และดับไฟที่หน้ารถได้ทัน จึงทราบว่าคนขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิต

ด้าน ร.ต.ท.อำพล กล่าวว่า ได้ประสานไปทางเจ้าหน้าที่วิทยาการแล้ว เพื่อมาร่วมตรวจสอบสภาพรถและการชนที่จุดเกิดเหตุในการหาสาเหตุที่แน่ชัด ส่วนนางสมพร คนขับรถยนต์กระบะก็ยอมรับว่าได้ดื่มสุรามาจริงก่อนเกิดเหตุ ซึ่งตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้ทางโรงพยาบาลแหลมฉบังทำการเจาะเลือด และส่งไปตรวจที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา อีกครั้ง ซึ่งต้องรอผลประมาณ 7 วัน จึงจะทราบผลตรวจวัดแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดคนขับรถกระบะ ส่วนศพผู้ตายได้ส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง และเก็บไว้รอญาติ

ที่มา : thairath

เดือดสนั่น!!! สาวเซเว่นถูกเพื่อนร่วมงานสาดโจ๊กใส่หน้า! เพราะหมั่นไส้ทำงานเก่งกว่า??

เดือดสนั่น!!! สาวเซเว่นถูกเพื่อนร่วมงานสาดโจ๊กใส่หน้า! เพราะหมั่นไส้ทำงานเก่งกว่า?? พอชาวเน็ตไปขุดประวัติเจอแบบนี้!! ถึงกับแค้นแทนสุดๆ!??

กลายเป็นคลิปที่ถูกชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นโซเชียล หลังเพจดัง YouLike(คลิปเด็ด) ได้แชร์คลิปจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก “บุญจันทร์ อิติบุตรตา” ซึ่งระบุว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกสาวซึ่งทำงานอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง และถูกอดีตเพื่อนร่วมงานสาดโจ๊กร้อนๆใส่หน้า เพียงเพราะทำงานเก่งกว่า ซ้ำยังนำเรื่องไปโพสต์เยาะเย้ยลงในเฟซบุ๊ก

29-3-59-23

โดยข้อความทั้งหมดระบุว่า

“ลูกเราทำงาน7-11 ผุ้หญิงคนนี้เอาโจ๊กร้อนที่เพิ่งออกจากเวฟมาสาดหน้าลูกเรา แค่เรื่องที่ลูกเราทำงานเก่งกว่า ทำยอดได้เยอะกว่า ทั้งที่ไม่เคยคุยกันเลย ยังทำได้ขนาดนี้ลูกเราเป็นเยอะมากเค้ายังเด็กเกินไปที่จะมาโดนเรื่องร้ายๆอย่างนี้ พอสาดลูกเราแล้วก็ยังโพสต์ลงเฟสเยาะเย้ยลูกเราอีก ทำกันถึงขนาดนี้อย่าให้เค้ามีที่ยืนในสังคมเลยค่ะ เราเป็นแม่เราทำใจไม่ได้แค่เรื่องแค่นี้แต่ทำกันได้ขนาดนี้เลย เราสงสารลูกเราต้องมาเจอเรื่องร้ายๆอย่างนขอความเป็นธรรมให้ลูกสาวเราด้วย”

ทั้งนี้หลังจากที่มีการแชร์คลิปดังกล่าว ชาวเน็ตที่ได้รับชมคลิปได้เข้ามาคอมเม้นท์กันสนั่น และสนับสนุนให้แจ้งความดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ขณะบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีเหตุผลอื่นนอกจากเรื่องที่ทำงานเก่งกว่าหรือไม่ ถึงได้ก่อเหตุทำร้ายผู้อื่นรุนแรงแบบนี้ นอกจากนี้ยังมีชาวเน็ตบางกลุ่มเข้าไปขุดโพสต์เก่าๆของสาวคนก่อเหตุ ก็พบทั้งข้อความที่โพสต์เยาะเย้ยเหยื่อ และพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาทิขึ้นสเตตัสด่าลูกค้า

29-3-59-23 229-3-59-23 429-3-59-23 3

ที่มา : tnews

สั่งปลด ! อาเนีย การ์เซียร์ ออกจากตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2015

 * สั่งปลด ! อาเนีย การ์เซียร์ ออกจากตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2015 *

อาเนีย การ์เซียร์

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประกาศปลด อาเนีย การ์เซียร์ ออกจากตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2015

เป็นข่าวที่ทำให้แฟน ๆ นางงามถึงกับช็อกไปตาม ๆ กัน เมื่อล่าสุด วันที่ 24 มีนาคม 2559 ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้โพสต์เฟซบุ๊กประกาศว่า อาเนีย การ์เซียร์ (Anea Garcia) นางงามจากโดมินิกัน ได้ถูกปลดจากตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2015 เนื่องจากติดปัญหาส่วนตัว ไม่สามารถกลับมาปฏิบัติภารกิจของมิสแกรนด์ได้

อาเนีย การ์เซียร์

พร้อมกล่าวยินดีต้อนรับ แคลร์ เอลิซาเบธ พาร์คเกอร์ (Claire Elizabeth Parker) นางงามจากออสเตรเลีย ขึ้นรับตำแหน่ง มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2015 และทำหน้าที่ปฏิบัติภารกิจของมิสแกรนด์ต่อไป

ภาพจาก เฟซบุ๊ก ณวัฒน์ อิสรไกรศีล – Mr.Nawat Itsaragrisil, missgrandinternational.com

แชร์ว่อน ! คลิปตำรวจล้อมจับคนร้ายค้ายาบ้า บู๊สนั่นอย่างกับในหนัง

 * แชร์ว่อน ! คลิปตำรวจล้อมจับคนร้ายค้ายาบ้า บู๊สนั่นอย่างกับในหนัง *

จับยาบ้า วีออสดำ

ตำรวจอุดรธานี แจงดราม่า คลิปตำรวจล้อมจับคนร้ายค้ายาเสพติดดุเดือดอย่างกับในหนังแอ็คชั่น ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ? ชี้ตำรวจยิงเพื่อสกัดคนร้าย ไม่มีใครบาดเจ็บ ขอประชาชนเข้าใจ

จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์คลิปเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ภ.จว.อุดรธานี ไล่ล่าจับกลุ่มคนร้ายค้ายาเสพติดชาวไทยและชาวลาวที่ ต.โนนสูง อ.เมืองอุดรธานี เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ทราบชื่อคือ นายคำพอน หรือแก่น ขุนทะวง อายุ 44 ปี ชาวแขวงนครเวียงจันทน์ สปป.ลาว และนายถาวร แก้วบริสุทธิ์ อายุ 43 ปี

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปอย่างดุเดือดเหมือนฉากในภาพยนตร์หนังแอ็คชั่น ตำรวจระดมยิงปืนใส่รถยนต์ของกลุ่มคนร้ายที่พยายามขับพุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลบหนี มีการทุบกระจกรถของคนร้าย จากการตรวจค้น พบยาบ้าจำนวน 230 เม็ด และเงินสดอีก 20,000 บาท ซึ่งหลังจากคลิปวิดีโอดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้หลายคนมองว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกินกว่าเหตุหรือเปล่านั้น

จับยาบ้า วีออสดำ

ล่าสุด (24 มีนาคม 2559) พล.ต.ต. พีระพงษ์ วงศ์สมาน ผบก.ภ.จว.อุดรธานี ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ยิงใส่คนร้ายแต่ยิงไปที่ยางรถยนต์เพื่อไม่ให้คนร้ายหลบหนี ส่วนการทุบกระจกรถเพื่อให้รู้ว่าภายในรถมีอาวุธหรือไม่ เพื่่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากที่ผ่านมาคนร้ายมักจะพกอาวุธติดตัวเกือบทุกราย โดยการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในคลิปไม่ถือว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุเพราะไม่มีใครรับบาดเจ็บ จึงขอให้ประชาชนเข้าใจด้วย

ตม.6 กวาดล้างอาชญากรรม รวบต่างด้าวทำงานผิดประเภท ได้ผู้ต้องหา 23 ราย

กวาดล้าง1

(ภาพจาก:ชุดสืบสวนปราบปราม กก.บคด.บก.ตม.6)

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 6 ระดมกำลังกวาดล้างแรงงานต่างด้าว ทำงานผิดประเภทที่ระบุไว้ตามใบอนุญาตในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดกระบี่ และจังหวัดพังงา ได้ผู้ต้องหาชาวพม่า 23 ราย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 มี.ค. 59 พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล ผกก.บคด.บก.ตม.6 (สืบสวนปราบปราม), พ.ต.อ.สัญชัย โชคขยายกิจ ผกก.ตม.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.สุนทร อรุณนารา ผกก.ตม.จว.สุราษฎร์ธานี พ.ต.ท.บัญชา ลิมปิชาติ สวญ.ตม.จว.กระบี่ พ.ต.ท.นพดล รักชาติ สวญ.ตม.จว.พังงา ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมา 23 ราย ชุดจับกุม กก.บคด.บก.ตม.6 ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ต.นิติพงศ์ เนียมน้อย ผบก.ตม.6, พ.ต.อ.ชูศักดิ์ พนัสอัมพร รอง ผบก.ตม.6 นำโดย พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล ผกก.บคด.บก.ตม.6, ร.ต.อ.วิทยา ทองผึ้ง ร.ต.อ.สัญญบัตร ยอดดำเนิน รอง สว.กก.บคด.บก.ตม.6, ด.ต.วรสิทธิ์ ฉาดหลี ด.ต.บัณฑูรย์ เหล่าเจริญ ด.ต.มหาชาติ แสงศรี จ.ส.ต.สุพัฒน์ คชศิริ จ.ส.ต.บุญส่ง ขวัญคง ส.ต.อ.รังสรรค์ ศรีเมือง ผบ.หมู่ กก.บคด.บก.ตม.6 ผนึกกำลังร่วมกับชุดสืบสวน ตม.จว.ภูเก็ต ตม.จว.สุราษฎร์ธานี ตม.จว.กระบี่ ตม.จว.พังงา จับกุมบุคคลต่างด้าวกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 จำนวน 15 ราย ข้อหาหลบหนีเข้าเมือง 13 ราย และข้อหาไม่แจ้งที่พักอาศัย ตามมาตรา 38 2 ราย กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 จำนวน 8 ราย ข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต 6 ราย และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต (ทำงานผิดนายจ้าง ผิดสถานที่) 2 ราย นำส่งร้อยเวรสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมาย

กวาดล้าง2

ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 6 ระดมกำลังกวาดล้างแรงงานต่างด้าว

พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล พ.ต.อ.สัญชัย โชคขยายกิจ พ.ต.อ.สุนทร อรุณนารา พ.ต.ท.บัญชา ลิมปิชาติ พ.ต.ท.นพดล รักชาติ กล่าวร่วมกันว่า การออกระดมกวาดล้างจับกุมบุคคลต่างด้าวกระทำผิดกฎหมาย เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พล.ต.ต.ภาคภูมิ สัจจพันธุ์ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.นิติพงศ์ เนียมน้อย ผบก.ตม.6 และ พ.ต.อ.ชูศักดิ์ พนัสอัมพร รอง ผบก.ตม.6 ที่สั่งการให้เข้มงวดกวดขันในการปราบปรามคนต่างด้าวกระทำผิด โดยมีสโลแกนการปฏิบัติงานของ ผบช.สตม.ที่กล่าวไว้ว่า “คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก” โดยหากประชาชนพบการกระทำความผิดของคนต่างชาติ/ต่างด้าว ที่กระทำความผิดในจังหวัดภาคใต้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ พ.ต.อ.ภัคพงศ์ สายอุบล ผกก.บคด.บก.ตม.6 (สืบสวนปราบปราม) หมายเลขโทรศัพท์ 08-1658-8448 เฟซบุ๊กเพจชื่อ “แจ้งข่าว/เบาะแสอาชญากรรมต่างชาติให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองภาคใต้” และแอพพลิเคชั่นไลน์ ไอดี one191919 ได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง.

กวาดล้าง3

โดนดำเนินคดีข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาต (ทำงานผิดนายจ้าง ผิดสถานที่) 2 ราย

ที่มา>>>Thairath