สองแม่ลูกฝรั่งเศสเดินเท้าจากภูเก็ตถึงเบตง เผยชาวบ้านจังหวัดชายแดนใต้อัธยาศัยดี

สองแม่ลูกชาวฝรั่งเศสเดินเท้าจากภูเก็ตใช้เวลา กว่า 4 เดือนเดินเท้าถึงอำเภอเบตงรวมระยะทาง 1,460 กิโลเมตร เผยมั่นใจความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่จุดตรวจศูนย์อำนวยการร่วม ทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ Mrs.Dominique Drasseur และ MR.Nicolas Queune  ซึ่งได้ทิ้งบ้านออกเดินเท้ารอบโลก หลังจากลาออกงานประจำโดยได้ออกเดินเท้าจากจังหวัดภูเก็ตเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ จนมาถึงวันนี้รวมระยะทาง1,460 กิโลเมตรจนมาถึงอำเภอเบตงจังหวัดยะลา ตลอดเส้นทางโดยได้บอกกับผู้คนที่มาให้การต้อนรับว่าเป้าหมายใหม่ของเขาคือการเดินทางรอบโลกMrs.Dominique Drasseur และ MR.Nicolas Queune  เมื่อเดินทางมาถึงจุดตรวจ ศอร.ซึ่งเป็นจุดผ่านเข้าอำเภอเบตง โดยได้รับการต้อนรับจากชาวเบตงรวมทั้งการดูแลความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ในการเดินทางทั้งสองคนแม่ลูก เมื่อมาถึงอำเภอเบตง และจะเดินเท้าต่อไปเข้าประเทศมาเลเซียในวันพรุ่งนี้

Mrs.Dominique Drasseur เปิดเผยว่า  “เราทั้งสองคนแม่ลูกซึ่งผมเป็นลูกบุญธรรมได้ตัดสินใจที่จะลองเดินเท้ารอบโลกโดยได้เริ่มการเดินเท้าจากจังหวัดภูเก็ตเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์และได้เดินทางด้วยเท้ามาเรื่อยๆโดยไม่ได้จำกัดระยะทางในการเดินแต่เมื่อเหนื่อยตรงไหนก็จะพัก  โดยได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องชาวไทยในการให้อาหารและที่พัก และนั่นเป็นสิ่งสวยงามของชีวิตบนโลก” Mrs.Dominique Drasseur กล่าวกับผู้คนที่มาต้อนรับ

และตลอด 4 เดือน ที่ผ่านมา ทั้งสองแม่ลูกได้ท่องเที่ยวผ่านทะเล และภูเขามากมาย ที่ใช้เวลาอยู่บนถนนและเข้าสู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อต้นเดือนกรกฏาคม และได้รับการคุ้มกันจากกำลังเจ้าหน้าที่ไทยเป็นอย่างดีซึ่งการเดินเท้าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นตนเองทราบดีว่าสถานการณ์ค่อนข้างที่จะไม่ปลอดภัยและได้รับคำเตือนจากเพื่อนต่างชาติก็ดี เจ้าหน้าที่ของไทยก็ดี แต่เมื่อมาสัมผัสแล้วไม่ใช่อย่างที่เป็นข่าว คนทางสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นคนน่ารักและมีอัธยาศัยดียิ้มแย้มแจ่มใส ซึ่งตนที่ได้มาสัมผัสจะบอกต่อเพื่อนๆชาวต่างชาติต่อไปว่าในพื้นที่ทางใต้ไม่น่ากลัวอย่างที่เป็นข่าว รวมทั้งมีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย

ที่มา>>>ข่าวสด

ประมงบ้านบางหยีเดือดร้อนพายุพัดทรายกลบทางเข้า-ออกทะเล ชาวบ้านไร้เงิน วอนกรมเจ้าท่าช่วย

 เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 23 มิ.ย. ที่บ้านบางหยี หมู่ที่ 4 ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ.ชุมพร นายจักรี จันทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 พร้อมด้วยชาวบ้านร่วม 100 คน ช่วยกันเข็นเรือประมงพื้นบ้าน ที่กำลังเกยตื้น ภายในคลองริ่วภายหลังจากเรือประมงชายฝั่งลำดังกล่าว และอีกหลายสิบลำ ออกไปทำประมงชายฝั่ง ในช่วงเช้าเวลาประมาณ 06.00 น. แต่ในช่วงเวลา 08.00 น. ก็ต้องรีบกลับเข้าฝั่ง ที่เป็นหมู่บ้านชาวประมงชายฝั่ง เนื่องจากบริเวณปากคลองริ่วที่เป็นรอยต่อกับทะเล ในอ่าวบางน้ำจืดจะตื้นเขิน เรือทุกชนิดจะไม่สามารถเข้าออกได้ แต่ในวันนี้เรือประมงชายฝั่งหลายสิบลำ เดินทางเข้าหมู่บ้านช้าไปเล็กน้อย ทำให้น้ำในคลองริ่วตื้นเขินจนเรือประมงชายฝั่งไม่สามารถผ่านได้ จึงต้องขอความช่วยเหลือ จากชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วยกันเข็นเรือ เพื่อให้พ้นเนินทรายความยาวกว่า 200 เมตร ก่อนที่ สัตว์น้ำทะเลที่หามาได้จะเน่าเสียหาย นายจักรี เปิดเผยว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดพายุพัดเข้าสู่ฝั่ง หลายครั้งในช่วง 1 ปี ทำให้พัดเอาทรายจำนวนมาก มากองปิดปากคลองริ่ว ที่ใช้เป็นเส้นทางเข้าออกของเรือประมง ร่วม 100 ลำ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นระยะเวลา 4 เดือนใน 1 ปี ที่ระดับน้ำทะเลจะไม่สามารถไหลเข้าสู่คลองริ่วได้ ที่ผ่านมาชาวบ้านช่วยกันขุดทราย ด้วยการออกเงินกันครัวเรือนละ 300-400 บาท เพื่อจ้างรถแบคโฮมาขุด แต่เพียง 1 เดือน ทรายก็จะไหลลงมาทับถมปากคลองเหมือนเดิม จนในปีนี้ชาวบ้านไม่มีเงินจ้างรถแบคโฮที่ต้องจ่ายปีละ 1 แสนบาท จึงต้องหันมาใช้วิธีเดาเวลาน้ำขึ้นลง แต่มักจะผิดพลาดบ่อย ก็ต้องช่วยกันเข็นเรือ เพื่อไม่ให้สัตวน้ำทะเลที่จับได้เกิดความเน่าเสีย นางนงเยาว์ มาตย์สถิต อายุ 46 ปี ชาวประมงพื้นบ้าน กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีทรายจำนวนมาก สูงร่วม 5 เมตร จากระดับก้นคลองปิดปากคลอง ชาวประมงจำนวน 100 ครัวเรือน กว่า 500 คน ในหมู่บ้าน และอีกหลายร้อยคนที่เป็นชาวประมงชายฝั่งที่ต้องอาศัยคลองริ่ว เป็นที่หลบลมมรสุม และนำสัตว์น้ำทะเลขึ้นสู่ฝั่งที่ท่าเรือในหมู่บ้าน กำลังเดือดร้อนอย่างหนักขาดรายได้ วันละ 300-500 บาท อีกทั้งเป็นผู้ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งเท่านั้น เมื่อเรือประมงเข้าออกคลองริ่วไม่ได้ ก็ไม่มีหนทางในการทำมาหากิน ทั้งที่คลองริ่วใช้กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายยาย เดิมกว้างร่วม 30 เมตร ลึก 5 เมตร แต่ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ธรรมชาติเกิดเปลี่ยนแปลง มีพายุมากขึ้น พัดเอาทรายเข้ามายังคลองริ่ว สะสมจนมีความสูงมากในเวลานี้ ชาวบ้านต้องการให้กรมเจ้าท่าที่รับผิดชอบชายฝั่ง เข้ามาช่วยสร้างเขื่อนกั้นทรายแบบถาวร ในระยะทาง 300 เมตร เพื่อแก้ปัญหาแบบยั่งยืน ที่ผ่านมาเคยแจ้งเรื่องไปแล้ว แต่ก็เงียบหาย นายบรรยง อินทมาตย์ นายก อบต.บางน้ำจืด เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของกรมเจ้าท่า ทำให้อบต.บางน้ำจืดไม่สามารถตั้งงบประมาณ เพื่อแก้ปัญหาแบบถาวรได้ ได้แต่เพียงตั้งงบจ้างรถแบคโฮ มาสมทบกับเงินบริจาคของชาวบ้าน ขุดทรายที่ทับถมปากคอลง แต่เหมือนการนำเงินโยนทิ้งทะเล เนื่องจากขุดได้ไม่นานทรายก็ไหลลงไปถมเหมือนเดิม

“ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้มาหลายปีแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ และชาวประมงในตำบลบางน้ำจืดร่วม 1 พันราย ต้องอาศัยคลองริ่วในการประมง วันนี้ชาวบ้านต้องลงมือเข็นเรือประมงแล้ว แต่จะให้เข็นทุกวัน วันละหลายสิบลำ คงไม่ไหว อีกทั้งขาดรายได้ เดือดร้อนหนักมาก” นายบรรยง กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด