ทหารขับเก๋งมาจอดหน้าร้านสะดวกซื้อ ลงจากรถแป๊บเดียวไหม้วอดทั้งคัน

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 28 ส.ค. ร.ต.อ.ภราดา ตันติรุ่งอรุณ ร้อยเวรสอบสวน สภ.คูคต จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุไฟไหม้รถเก๋งติดแก๊ส บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อทางเข้าหมู่บ้านธัญธานี คลองห้าลำลูกกา ม.3 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลลาดสวาย 1 คัน เข้าควบคุมเพลิง

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า สีบอร์นเงิน ทะเบียน ญณ9671 กทม. ไฟกำลังลุกไหม้ที่ห้องเครื่องอย่างแรงและลุกลามไหม้จนถึงบริเวณตัวรถช่วงที่นั่งคนขับ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมฉีดน้ำ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ตรวจสอบพบในห้องโดยสารเสียหายทั้งคัน ส่วนเจ้าของรถชื่อ ร.ต.ภิญโญ เจริญสุข อายุ 49 ปี เป็นทหาร ยืนดูรถด้วยอาการตื่นตกใจ

ร.ต.ภิญโญ ให้การว่า ตนเองเพิ่งกลับมาจากธุระ พอมาถึงทางเข้าบ้านในหมู่บ้านธัญธานี ก็ได้จอดรถบริเวณดังกล่าวเพื่อจะเข้าร้านสะดวกซื้อ แต่พอเดินลงไปได้สักระยะก็เห็นไฟกำลังค่อย ๆ ลุกไหม้รถตนเอง ช่วงนั้นเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่บริเวณด้านหน้าร้านสะดวกซื้อพอดี จึงวิ่งไปขอให้ช่วยแจ้งขอรถดับเพลิงมาช่วยดังกล่าว

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและจะได้ประสานเจ้าหน้าที่วิทยาการกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากรถคันดังกล่าวมีประกัน โชคดีที่ไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์นี้ และเพลิงไม่ลุกลามไหม้ร้านสะดวกซื้อ เพราะรถคันดังกล่าวติดแก๊สแอลพีจี เบื้องต้นทางเจ้าของรถได้ประสานแจ้งประกันภัยเพื่อมาตรวจสอบ ก่อนที่จะดำเนินการช่วยเหลือต่อไป

ที่มา:ข่าวสด


สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำ เว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ด้วยทีมงานมืออาชีพ

ระทึก! ไฟโหมไหม้วิหารวัดดังลำปางวอดไปทั้งหลัง หลังคาถล่มเสียหาย

เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 18 ต.ค. ร.ต.อ.ศักดา หลวงภา รอง สว.(สอบสวน) สภ.วังเหนือ ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุไฟไหม้ภายในวัดบ้านทุ่งฮี หมู่ 1 ต.วังทรายคำ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง หลังรับแจ้งจึงรีบประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.วังทรายคำ พร้อมหน่วยงานใกล้เคียง และเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยวังเหนือร่วมเข้าการช่วยเหลือ14708239_1253146334748322_9124185527286386455_nจากนั้นได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกับนายไพรัช ผมไผ ปลัดอำเภอวังเหนือ ที่เกิดเหตุพบรถดับเพลิงจากเทศบาล และอบต.ใกล้เคียง จำนวน 6 คัน เร่งระดมฉีดน้ำดับเพลิงที่กำลังลุกไหม้วิหารหลังใหญ่กลางวัดอย่างรุนแรงไปทั่วทั้งหลัง ต้องใช้เวลาควบคุมเพลิงนานกว่า 1 ชั่วโมงจึงจะสงบลงได้

พระครูอุดมกิตติวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดบ้านทุ่งฮี เล่าว่า ในช่วงเช้าขณะที่พระภิกษุและสามเณร ภายในวัดกำลังเตรียมตัวเพื่อจะออกไปบิณฑบาต ก็ได้มีเด็กวัดวิ่งมาแจ้งว่าวิหารไฟไหม้และสังเกตมีเปลวเพลิงเริ่มลุกที่บริเวณด้านหลังของวิหารอย่างรวดเร็ว จึงได้รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยเหลือ ระหว่างนั้นทั้งพระและเด็กวัดก็พยายามช่วยกันใช้น้ำดับไฟ แต่เปลวเพลิงจะลุกลามไหม้หลังคาอย่างรวดเร็วจนเสียหายหมดทั้งหลัง14713621_1253146558081633_7698128429968245866_nหลังเข้าตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าองค์พระประธานภายในวิหารและข้าวของต่างๆก็ได้รับความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากหลังคาได้พังถล่มลงมา โดยวิหารหลังนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ.2525 มีอายุกว่า 34 ปี ส่วนสาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานไว้ว่าน่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร หรือการจุดเทียนทิ้งไว้ภายในวิหาร ทำให้เกิดเพลิงไหม้ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน 5 ลำปาง จะเข้าทำการตรวจสอบหาสาเหตุอีกครั้ง

ที่มา>>>ข่าวสด

สุดสลด!! เพลิงเผาร่างแม่เฒ่า89 ลูกกลับบ้านช็อก ไม่เหลืออะไรแล้ว-แม้แต่แม่(คลิป)

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 ส.ค. ร.ต.อ.สุวิทย์ ทองสุภา รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ้านเลขที่ 69 ม.3 ต.ไชยมนตรี อ.เมือง มีผู้เสียชีวิตในกองเพลิง 1 ศพ รับแจ้งแล้ว จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ตามลำดับชั้น จากนั้นจึงพร้อมด้วย พ.ต.ท.ไพรัช ทองฉิม สว.(สอบสวน) ประสานงานกับรถดับเพลิงเทศบาลตำบลนาสาร พร้อมแพทย์เวร รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่กู้ภัยนครเข้าทำการตรวจสอบเหตุ

เมื่อไปถึงบ้านดังกล่าว พบว่าเป็นบ้านไม้โบราณยกสูงหลังใหญ่ ถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายทั้งหลัง ในกองซากปรักหักพัง พบผู้เสียชีวิตถูกไฟไหม้จนดำเป็นตอตะโกตายคากองเพลิง ทราบชื่อผู้ตาย คือนางพริ้ง บรรจงรักษ์ อายุ 89 ปี อยู่บ้านดังกล่าว สภาพร่างไหม้เกรียมสุดสยอง นอกจากนั้นยังพบว่าทรัพย์สินข้าวของภายในบ้านถูกไหม้จนเกลี้ยง ขณะที่ญาติพี่น้องที่มาดูเหตุการณ์อยู่ในอาการโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก จากการสอบปากคำนายปาน บรรจงรักษ์ อายุ 64 ปี ลูกชายของนางพริ้ง ผู้ตายให้การกับตำรวจว่า ที่บ้านหลังดังกล่าวอยู่กัน 3 คน คือ ตนเอง น้องชาย และแม่ คือ นางพริ้ง ผู้ตาย ก่อนเกิดเหตุตนกับน้องชายได้ออกจากบ้านไปกรีดยางพาราที่สวนห่างจากบ้านประมาณ 4 กม. โดยแม่อยู่ตามลำพังคนเดียว ปรากฏว่ามีคนโทรไปบอกว่าไฟไหม้บ้าน จึงรีบกลับมา พอมาถึง พบว่าบ้านถูกไฟไหม้ทั้งหลังแล้ว ส่วนแม่ซึ่งแก่ชราหนีออกจากบ้านไม่ทัน ถูกไฟคลอกจนเสียชีวิต ซึ่งขณะเกิดเหตุมีชาวบ้านได้ยินเสียงดังมาจากบ้านดังกล่าวเห็นเพลิงไหม้ก็ได้พยายามโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือไปยังเทศบาลนครนครศรีธรรมราช เพื่อให้ส่งหน่วยดับเพลิงมาช่วยเหลือ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่มา ก่อนจะประสานไปยังหน่วยดับเพลิงของเทศบาลตำบลนาสารของ อ.พระพรหม มาให้การช่วยเหลือ แต่ไม่ทันเวลา เนื่องจากไฟไหม้บ้านไม้เก่า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ทำให้เสียหายทั้งหลังและคลอกแม่เฒ่าวัยชราเสียชีวิต ส่วนสาเหตุเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า น่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจรก่อนลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ขณะที่นางพริ้ง แม่เฒ่า ซึ่งเดินเหินไม่สะดวกหนีออกจากกองเพลิงไม่ได้ จึงถูกไฟคลอกตายคากองเพลิงสยองดังกล่าว โดยตำรวจได้ประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อเข้าทำการตรวจสอบหาสาเหตุอีกครั้ง และหลังจากชันสูตรพลิกศพเสร็จแล้ว จึงมอบให้กับญาตินำไปจัดการตามประเพณีต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด! ไฟไหม้บ้านคนชรายูเครน คลอกดับ 17 ศพ

(ภาพ: AP)

ไฟไหม้บ้านพักคนชราใกล้กรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศยูเครน เมื่อวันอาทิตย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 17 ศพ และต้องนอนโรงพยาบาลอีก 5 คน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ค. เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่อาคารบ้านพักคนชราสูง 2 ชั้น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ใกล้กับกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศยูเครน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 17 ศพ จากจำนวนผู้อยู่อาศัยทั้งหมดประมาณ 35 คนอาคาร 2 ชั้นที่ถูกใช้เป็นบ้านพักคนชรา ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากไฟไหม้ (ภาพ: AFP)

กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของยูเครนระบุว่า เจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉินสามารถช่วยชีวิตผู้ที่อยู่ในอาคารได้ 18 คน โดย 5 คนในจำนวนนี้ถูกส่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเนื่องจากบาดแผลไฟไหม้หลายระดับ ขณะที่ตำรวจดำเนินการจับกุมชายผู้ดูแลอาคารหลังนี้ เนื่องจากเปิดเป็นบ้านพักคนชราอย่างผิดกฎหมาย

ด้านนายกรัฐมนตรี วลาดิเมียร์ กรอยส์มัน ของยูเครน ระบุว่า เหตุไฟไหม้ครั้งนี้ เป็นโศกนาฏกรรมอันโหดร้ายที่ทำให้เกิดการสูญเสียที่แก้ไขไม่ได้ และรัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต.

ที่มา>>>Thairath

ทะเลเพลิง! ไฟไหม้ตอซังข้าวกลางนา จ.แพร่-กำแพงเพชร เพลิงโหมหญ้าแห้ง

ไฟไหม้ตอซังข้าว อ.สูงเม่น จ.แพร่ ลมแรงทำผลาญเป็นทะเลเพลิง ส่วนบ้านร่องแค ต.น้ำชำ ไฟป่าจ่อลามเข้าหมู่บ้าน จนท.รุดดับได้ทัน เสียหายรวมกว่า 200 ไร่ ขณะริมถนนพหลโยธิน ขาเข้าตัวเมืองกำแพงเพชร เพลิงไหม้หญ้าแห้งลุกลามรุนแรง

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 3 พ.ค. 59 เกิดเหตุเพลิงไหม้ตอซัังข้าวบริเวณกลางทุ่งนาใน ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ เขตติดต่อ ต.พระหลวง อ.สูงเม่น อีกทั้งกระแสลมแรงยังพัดควันไฟเข้าไปทางหมู่บ้านใน ต.สบสาย จนมืดสนิท ชาวบ้านต่างพากันรีบปิดหน้าต่างและประตู ซึ่งไฟลุกไหม้รุนแรงจนขยายออกเป็นทะเลเพลิง ต่อมาหลัง พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง ผบก.ภ.จว.แพร่ ทราบข่าว สั่งการให้ สภ.สูงเม่น จ.แพร่ ประสานขอรถดับเพลิงจากเทศบาลตำบลสูงเม่น จาก อบต.สบสาย อบต.ร่องกาศ อบต.ดอนมูล อบต.หัวฝาย อบต.น้ำชำ อบต.บ้านปง รวม 10 คัน เข้าสกัดไฟที่กำลังโหมไหม้อย่างรุนแรง แต่เนื่องด้วยกระแสลมแรงรถดับเพลิงไม่สามารถเข้าทางที่ลมกระโชกแรงได้ อีกทั้ง บนนถนนสายวังวน-สบสาย รถก็ไม่สามารถวิ่งผ่านได้ เนื่องจากไฟได้ลุกลามไหม่ข้างถนนจนทำให้เปลวไฟและควันคลุ้งไปทั่วบริเวณ กระทั่งเวลา 20.00 น. รถดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัดขณะเดียวกัน ได้เกิดไฟไหม้ป่าที่บ้านร่องแค ต.น้ำชำ อ.สูงเม่น และลุกไหม้เป็นวงกว้าง เสี่ยงจะลุกลามเข้าไปยังหมู่บ้านร่องแค รถดับเพลิงจาก อบต.หัวฝาย อบต.น้ำชำ อบต.บ้านปง ร่วมกันออกไปสกัดเพลิงไว้ได้ รวมใช้เวลาในการสกัดไฟลุกลามในครั้งนี้กว่า 2 ชั่วโมง เนื้อที่ถูกเผาประมาณ 200 ไร่ ทั้งนี้ ผบก.ภ.จว.แพร่ ได้สั่งการให้สืบสวนติดตามตัวการเผาตอซังข้าวให้ได้ เพื่อนำมาดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้เวลา 20.00 น. เกิดเหตุไฟไหม้ป่าละเมาะริมถนนพหลโยธิน ขาขึ้น บริเวณสามแยก สปก.เข้าตัวเมืองกำแพงเพชร พื้นที่บ้านทุ่งเศรษฐี หมู่ 9 ต.นครชุม อ.เมืองกำแพงเพชร โดยเริ่มแรกไหม้ที่หญ้าแห้งปากทางแยกเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหญ้าแห้งสั้นๆ ไม่มากนัก แต่ปรากฏว่ามีลมพัดอย่างแรงทำให้ไฟโหมลุกไหม้ลามอย่างรวดเร็ว จากนั้นลามติดหญ้าแห้งในแอ่งน้ำซึ่งหน้านี้ไม่มีน้ำ เปลวไฟแดงฉาน ควันลอยหนาทึบ และลมยังพัดควันไฟมาปกคลุมถนนบริเวณดังกล่าว ทำให้รถที่สัญจรผ่านมองแทบไม่เห็นทาง ต้องเปิดไฟกระพริบเป็นสัญญาณเพราะเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมายืนใช้ไฟฉายโบกให้ทุกคันขับช้าๆ ประกอบกับเป็นช่วงที่ปรับปรุงถนนเลนขาล่อง ต้องบีบมาวิ่งสวนทาง จึงมีรถจำนวนมากขับผ่านทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจประสานรถดับเพลิงในพื้นที่ให้มาดับไฟ ต่อมารถเพลิงของเทศบาลคลองแม่ลาย ซึ่งอยู่คนละพื้นที่มาช่วยดับไฟ โดยใช้เวลาในการดับไฟประมาณ 30 นาที จึงดับได้สนิท ส่วนสาเหตุการไฟไหม้ครั้งนี้ทางตำรวจเชื่อว่ามีคนจุดไฟเผาวัชพืชแล้วลุกลาม.

ที่มา>>>Thairath